2009/Apr/08

[Finale] Everlasting

                 สมรภูมิหน้าน้ำตกชีโอลดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ภูตบริวารของเคห์ซานและเดเมี่ยนดาหน้าล้อมเข้ามาเรื่อยๆราวกับมีมากมายไม่สิ้นสุด ทว่าเซเรสก็รู้ดีว่าเป็นเพราะภูตเหล่านี้คือนักรบชั้นเยี่ยมที่สุดรองจากภูตในวังเฮเดส แม้ตอนนี้ไม่มีเคห์ซานออกคำสั่งอยู่แล้วพวกมันก็ยังคงรุกไล่อย่างไม่ลดละ 

               เซเรสกัดฟันกรอด เขาเสียกำลังพลมากเกินไปแล้วสำหรับด่านแรกของเฮเดส 

               "ยกดาบสงบศึก ข้าจะเจรจา" ร่างสูงตะโกนออกคำสั่งอย่างเสียไม่ได้ แต่อย่างน้อยเจรจาให้นักรบฝีมือเยี่ยมที่สุดสองฝ่ายมาประมือกันแบบโบราณก็น่าจะดีกว่า.. 

               "นั่นไม่จำเป็นหรอก เจ้าชายแห่งอนาคาเลีย" 

               น้ำเสียงเรียบเย็นหากทำให้ลมหายใจขาดห้วงเรียกให้หันมอง ฝุ่นควันดำราวกับจะก่อเกิดจากความมืดทุกอณูแม้กระทั่งเงาของเซเรสเอง สายลมพัดวูบลงตรงหน้าพร้อมกับร่างสูงในเสื้อคลุมดำสะบัด นัยน์ตาสีนิลกร้าวเป็นประกายปลาบเด่นจากผิวขาวจัดที่ไม่เคยโดนแสงอาทิตย์

                เพียงการปรากฏกายก็ราวกับทั้งสมรภูมิจะหยุดนิ่งลงเพื่อจับตามอง ความมืดแปลกประหลาดเข้าปกคลุมประดุจราตรียาวนานไร้ที่สิ้นสุดได้เริ่มต้น เซเรสแยกเขี้ยว 

               "ปีศาจรัตติกาล" 

               คำเอ่ยนามทำให้ร่างสูงตรงหน้ามองเขาหัวจรดเท้า แน่นอนเซเรสรู้จักใบหน้านี้ มันเหมือนกับเคห์ซานไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแค่ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง แต่ไม่ว่าจะต่างที่ตรงไหน นัยน์ตาสีนิลคมนั่นก็น่าชิงชังเหมือนกันหมดทุกคน!

                พวกทาสซาตาน ทาสฆาตกรที่ฆ่าพ่อของเขา

                โดยเฉพาะปีศาจตรงหน้าเขานี่.. ปีศาจรัตติกาลที่รู้จักพ่อของเขาด้วยซ้ำ แต่ก็ทรยศไปสวามิภักดิ์ซาตานเพราะอยากให้ตัวเองเป็นญาติฝ่ายราชินี! 

               "เจ้าคือทายาทแห่งคัสเมียลสินะ" 

               เสียงราบเรียบไร้อารมณ์ราวกับผืนน้ำนิ่งสงบทำให้อารมณ์ของเซเรสระเบิดออก 

               "มาสู้กับข้า! ข้าจะฆ่าท่าน!"

                ปีศาจรัตติกาลขยับตัวเล็กน้อยขณะมองเขา

                "นั่นเป็นหน้าที่ของเคห์ซาน"

                "สู้กับข้า!!" 

               ร่างของเซเรสโจนพุ่งเข้าใส่พร้อมกับดาบยาว พลันปีศาจรัตติกาลก็ตวัดดาบจากใต้เสื้อคลุม ความชาวูบเกิดขึ้นที่ลำคออย่างรวดเร็วภายในเสี้ยววินาที

                "อั้ก!!" 

               สีแดงสดกระฉูดออกเปื้อนชายเสื้อคลุมดำที่ถูกสะบัดขึ้นกัน ก่อนที่ปีศาจรัตติกาลจะลดแขนเสื้อลงจากใบหน้า นัยน์ตาสีนิลกร้าวทอดลงที่พื้น ที่ที่ศีรษะของทายาทแห่งคัสเมียลยังคงหันมองมาทางเขาด้วยนัยน์ตาสีเทาเฉกเช่นบิดา หากไร้ประกายของวิญญาณ 

               อีกาตัวเขื่องถูกส่งขึ้นบินสูงเหนือสมรภูมิ ปีกกว้างกระพืออย่างรวดเร็วไปยังจุดหมาย

                ติ๋ง.......!

                หยดน้ำบนท่อบอกเวลารูปงูหยดลงกระทบผิวน้ำ ร่างของนกดำโฉบวูบลงตรงหน้าซาตาน ปล่อยศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีขาวดุจหิมะลงแทบเท้า

                ปีศาจรัตติกาล ตรงเวลาเสมอ

 

                 ! 

               ริมฝีปากอิ่มร้องอุทานพร้อมกับร่างระหงที่สะดุ้งสุดตัว ความเย็นวิ่งวูบเกาะกุมทั่วร่างจนหนาวเยือก

                ดาบดำของเคห์ซานยั้งไว้ไม่ทัน มันตวัดผ่านร่างของหญิงสาวไปอย่างง่ายดายผู้ลงดาบเองก็ตกใจ 

               "แซฟไฟร่า!!"

                แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างระหงไม่ได้ล้มลง ไม่มีแม้หยาดโลหิตไหลซึมออกมา เคห์ซานชะงักกึก ขณะที่นิมฟีอาเซ่เลื่อนนัยน์ตาที่เบิกกว้างขึ้นมาสบทำให้หัวใจหล่นวูบ 

               "เจ้า.." 

               "เคห์ซาน..." นิมฟีอาเซ่หลุบตาลง ริมฝีปากอิ่มสั่นระริกฝืนขยับเป็นรอยยิ้มงาม "เห็นไหม ข้าแพ้แล้ว" 

               ร่างของหญิงสาวเริ่มแปรเป็นเพียงโครงร่างบางใสจนมองทะลุได้ ดาบดำร่วงหล่น อ้อมแขนแกร่งเอื้อมไปหมายจะดึงร่างบางมากอด.. 

               หากมือใหญ่กลับคว้าได้เพียงอากาศที่ว่างเปล่า ราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางใจจนเจ็บแปลบ มือของเขาผ่านตัวนางไป ทะลุผ่านราวกับเป็นเพียงม่านหมอกที่ไม่อาจจับต้อง

                "แซฟไฟร่า.."

                ปลายนิ้วสั่นเทาหยุดที่เส้นผมและแก้มดังที่มักทำเสมอ คล้ายจะหลอกตัวเองว่าเขากำลังไล้พวงแก้มนวลของนางเหมือนก่อน ..มันไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย มีแต่ภาพของวิญญาณที่ไร้ตัวตน 

               "อย่าไป"

                เสียงพึมพำแสนเบาหลุดออกจากปาก ทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ ก้อนแข็งๆแล่นมาจุกที่คอจนขมขื่น หยดน้ำเปล่งประกายแวววาวอยู่ที่หางตาของหญิงสาวซึ่งกำลังจะถูกฉีกกระชากไปกับสายลมในไม่ช้า

                "ท่านก็รู้" นิมฟีอาเซ่เอ่ยทั้งที่ยังฝืนยิ้ม "ไม่ดีหรือ.. น้องสาวท่านจะไม่ถูกคุกคามอีกแล้ว เซเรสตายแล้ว"

                "แต่เจ้าตายไม่ได้" เสียงต่ำพร่าอย่างรวดร้าว "ข้าเคยบอกแล้วไง ข้าไม่ให้เจ้าตายหรอก.. ต้องเป็นเจ้าสาวของข้า!"

                ร่างระหงสั่นสะท้านจากคำพูดที่เคยได้ยินมานานแสนนาน น้ำคำที่กระซิบถ้อยคำหวานในทุกค่ำคืนที่นางไม่เคยลืมเลือน... ท่ามกลางโลกที่ร่างกายไม่ได้เป็นของตนเอง ในช่วงชีวิตที่เป็นทาสของเจ้านายผู้เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง ก็มีหัวใจของเคห์ซานใช่ไหมที่เป็นของนางคนเดียว

                พันปีแล้วสินะที่เรารักกัน...

                แต่โชคชะตาไม่เคยตามใจคน... ไม่อาจบรรจบกันด้วยกาลเวลาแม้จะยืดยาวชั่วนิรันดร์ก็ตาม...

                "ข้าเอง.." นางพยายามกลั้นน้ำตา "..ก็อยากเป็นเจ้าสาวของท่านเหมือนกัน" 

               อ้อมแขนบางใสโอบรอบคอเขาเหมือนกำลังโอบกอด แม้จะไม่อาจสัมผัสกันได้ในความเป็นจริง เคห์ซานเม้มปากเล็กน้อยขณะที่น้ำอุ่นๆไหลรินลงมาจากดวงตา เขาค่อยๆยกมือขึ้นค้างไว้เหมือนกำลังกอดตอบ สูดดมเส้นผมที่แม้เป็นเพียงอากาศแต่กลิ่นหอมของมันก็ยังคงติดจมูก นิมฟีอาเซ่ยืดกายขึ้นจูบเขา ไล้ใบหน้าคมคายอย่างที่นางอยากจะทำเหมือนเมื่อครั้งที่ยังอยู่ด้วยกัน อยากอยู่กับเขา อยากใช้ชีวิตกับเขามาตลอด ใครต่อใครว่านางเห็นแก่ตัว แต่ใจก็อยากจะยึดเขาไว้แม้จะเป็นไปไม่ได้

                "พูดสิว่ารักข้า"

                "ข้ารักเจ้า"

                "พูดอีก...เคห์ซาน พูด!"

                "ข้ารักเจ้า รักเจ้า.." ร่างสูงหลับตา "รักมากที่สุดในชีวิต"

                รอยยิ้มสวยขยับขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างจะเลือนหายไป

                "ข้าก็รักท่านที่สุดในชีวิต และตลอดกาล"

                "แซฟไฟร่า!" 

               เคห์ซานพยายามไขว่คว้า แต่ก็เปล่าประโยชน์ ไม่ว่าจะกอดแน่นแค่ไหนก็ไม่อาจยื้อนางไว้ได้ ไม่ว่าจะพร่ำคำรักร้อยพันหนก็ไม่อาจเรียกให้นางกลับมา นิมฟีอาเซ่จากไปแล้ว กลับไปเป็นเม็ดทรายยังทะเลทรายกว้างเหมือนดังก่อนหน้าที่เซเรสจะซื้อตัวนางมา... เหมือนดังก่อนที่เคห์ซานจะพบนางและขนานนามด้วยภาษามนุษย์ที่หมายถึงพลอยเลอค่า เปรียบกับนางที่มีค่าที่สุดของเขาเพียงผู้เดียว

                พลอยน้ำงามซึ่งบัดนี้กลายเป็นเม็ดทรายหนึ่งในล้านเม็ดที่ไม่อาจค้นเจอ

                ร่างสูงทรุดลงคุกเข่า น้ำใสหยดลงเปียกเสื้อคลุมดำ.. เฮเดสมีฝนตกหรือไง มันถึงได้มากมายขนาดนี้... 

 

* 

 

                สีสันระเบิดออกในนัยน์ตา ปลายแหลมของโลหะสีเงินอาบย้อมด้วยสีแดงฉานที่ขยายวงกว้างออกเรื่อยๆทะลุโผล่ที่กลางหลัง ความเจ็บแปลบแล่นไปทั่วร่างจนต้องล้มลง 

               "ซา..ขุยะ.."  

              หัวใจเจ็บปวดราวกับถูกแทง นัยน์ตาสีนิลแดงของหญิงสาวมองเขาอย่างเกลียดชังเหมือนจะบดขยี้ให้เจ็บยิ่งกว่าคมมีดในกาย 

               เทวทูตก็มีหัวใจหรือ

                มือขาวไล้ใบหน้าของเขาที่จ้องมองเธอ อยากจะเห็นเธอเป็นภาพสุดท้าย แสงเรืองของเส้นใยสีนวลเริ่มดับวูบลง กลายเป็นใบหน้าของคะสึมิคนเดิมที่เคยยิ้มให้เธอทุกครั้งที่เจอกัน  

              "ท่านฆ่าคิระไม่ได้" 

               เสียงเย็นชาแต่กลับหวานราวกับเมรัยที่ทิ้งรสขมบนปลายลิ้น รสชาติหวานช่างแสนสั้น.. หากความขมขื่นคงอยู่ยาวนานไร้ที่สิ้นสุด นัยน์ตาของเธออ่อนแสงลงเมื่อไม่เห็นว่าเขาพยายามดิ้นรนอะไร นัยน์ตาคู่นั้นที่เขาหลงรัก... 

               แววตาที่ทอดมองออกไปแสนไกลราวกับเห็นบางอย่างที่เส้นขอบฟ้าประทับใจเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ ความอ่อนวัยที่ดูมีพลังและสงบนิ่งในขณะเดียวกัน สวยงามและแสนเศร้าจนอยากที่จะเติมเต็มความอ้างว้างที่ไม่อาจเข้าใจ                เพียงแต่...เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อเขา 

               "ท่านเป็นคนดี คะสึมิ" เฟลเวียเอ่ยอย่างเสียใจ "เราอาจได้เจอกันในรูปแบบอื่น สักวันหนึ่ง..." 

               คะสึมิหัวเราะแผ่ว มันจะมีประโยชน์อะไร.. ในเมื่อความจริงเขาก็ไม่มีทางได้สัมผัสแม้เศษเสี้ยวของความมืด และเธอก็ไม่มีวันก้าวเข้าสู่แสงสว่าง เส้นแบ่งทิวาราตรีขีดข้ามโชคชะตาของเขาและเธอให้ไม่มีวันบรรจบกันตลอดกาล

                "ต่อให้ชาติหน้า เธอก็คงเกิดเป็นคนรักของเขาอีกสินะ ..ไม่มีทางไหนเลยใช่ไหม ที่ฉันจะได้เธอมา" 

               เฟลเวียฝืนยิ้มบาง 

               "มีสิ... ในความฝันไง" 

               นัยน์ตารีหลับลงอย่างเจ็บปวด เขาแพ้แล้ว ยอมแพ้ทั้งกายและใจ 

               มือใหญ่กำคทาขาว แทงเข้าตรงอกซ้าย ที่ที่เป็นปริศนาว่ามันว่างเปล่าสำหรับเทวทูต 

               มือเล็กของหญิงสาวประคองใบหน้าเขา ขวดสีฟ้าขนาดเล็กหยดของเหลวลงในปากให้ลืมความเจ็บปวด กลิ่นอายของมันชวนให้เย็นใจดุจน้ำค้างยามเช้า อย่างน้อยยานี้ก็เป็นของเธอ.. มือนี้ของเธอที่สัมผัสเขาในวาระสุดท้ายให้หลับใหลตลอดกาล

                "ฉัน..ยังไม่รู้ชื่อจริงๆของเธอเลย.." เสียงนุ่มสุภาพพึมพำ เฟลเวียก้มลงกระซิบที่ข้างหูเขาด้วยเสียงสั่นเทา

                "เฟลเวีย.. คะสึมิ ขอบคุณนะ" 

               "เฟลเวีย..."

                น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากเปลือกตาที่ปิดสนิท อย่างที่คนเขาว่ากัน...คนตายเท่านั้น จึงไม่มีวันเปลี่ยนใจ 

               แต่ไม่จริง... ถึงเขามีชีวิตอยู่ ก็จะไม่เปลี่ยนใจเหมือนกัน... 

 

 

                "ยัยปีศาจ"

                คิระส่งเสียงเรียกทั้งที่ตายังจับอยู่บนหน้ากระดาษ มือลากปากกาไปอย่างรวดเร็วเพื่อสะสางการบ้านที่ทับถม 

               การสอบใกล้เข้ามาทุกทีแต่การบ้านก็ยังเหลือตกค้างอยู่ราวกับจะมาช่วงชิงเวลาที่ควรใช้ไปกับการอ่านทบทวน ให้ตาย...สัญญากับตัวเองทีไรว่าปีหน้าจะไม่เป็นอย่างนี้ มันก็ยังเป็นทุกปีสิน่า

                "ยัยปีศาจ" 

               เขาเรียกซ้ำ ยังคงไม่มีเสียงตอบจากคนที่ควรจะนั่งอยู่ในสนามตอนนี้ คิระขมวดคิ้ว ปลายปากกาหยุดลงในที่สุดและวางคั่นไว้ตรงหน้าที่ค้างอยู่ นัยน์ตาสีดำคมกวาดไปรอบๆ

                "ยัยปีศาจ?"

                คิระลุกจากเก้าอี้ เดินไปที่ข้างเตียงซึ่งกองผ้าห่มขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจของคนที่อยู่ข้างใต้ เขาเลิกมันขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าสวยที่กำลังหลับตาพริ้ม คิระถอนหายใจเล็กน้อย มือใหญ่เกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าเธอออก

                "ยัยปีศาจตัวเล็ก"

                ทั้งที่ควรจะกลับไปนั่งทำงานอย่างที่ทำมาทั้งวัน บางสิ่งกลับรั้งให้เขานั่งลงบนเตียง ไล้หน้าผากและแก้มของหญิงสาวไปมาคล้ายจะชดเชยที่เธอหายไปจากห้องนี้หลายวัน เฟลเวียครางเบาๆ ขยับตัวยึดข้อมือใหญ่ไว้แนบใบหน้า

                "อืม... อีกเดี๋ยว.." ริมฝีปากบางพึมพำอะไรที่จับความไม่ได้ เรียกรอยยิ้มบางของคิระ ร่างสูงโน้มลงไปช้าๆตรงแก้มเธอ สูดกลิ่นหอมๆให้เต็มอิ่ม กลิ่นนี้ที่ติดอยู่บนที่นอนของเขา กลิ่นที่ทำให้เขาหลับสนิทได้ทุกๆคืน

                ถ้าไม่มีเธอ เขาก็คงไม่ได้รอดชีวิตจากคะสึมิมานั่งอยู่ตรงนี้.. และถ้าไม่มีเธอจริงๆ เขาก็ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปในห้องที่มีกลิ่นอายของเธออยู่ทุกหนทุกแห่งได้ยังไง

                "ให้ตายสิ... ฉันคง.." 

               คิระหลับตาลง พยายามเค้นคำพูดที่อย่างน้อยก็อยากจะพูดสักครั้ง แม้ว่าเฟลเวียจะคิดว่าเป็นความฝันก็ตาม

                "ฉัน...คงจะ..."

                "คงจะอะไรเล่า" 

               คิระเด้งตัวออกมาทันทีอย่างตกใจ เฟลเวียหัวเราะเบาๆและลุกขึ้นนั่ง นัยน์ตาสีนิลแดงเป็นประกายระยิบระยับอย่างพออกพอใจ บ้าเอ๊ย!

                "ยัยตัวร้าย! แกล้งหลับเรอะ!" 

               "อาฮะ ทำไม อยากพูดก็พูดสิ ไม่เห็นต้องอาย"

                ร่างเล็กขยับมาแทบจะชิดกับคิระที่ตัวแข็งทื่อ แขนขาวโอบรอบคอรั้งให้ทั้งสองหน้าผากชนกัน นัยน์ตาสีนิลแดงสบประสานในระยะใกล้จนแม้แต่ตัวเธอเองก็หน้าร้อนผ่าว แต่กลับเป็นความรู้สึกดีจนบอกไม่ถูก

                "พูดสิคิระ คงจะ...?"

                "..."  

              "พูดสิ นะ..หรือมันไม่จริง"

                อ้อมแขนกว้างกระชับรอบร่างบาง ให้เจ้าหล่อนมั่นใจว่าสิ่งที่เขาจะพูดเป็นความจริง

                "ฉันคงจะ..รักเธอแล้วล่ะ ยัยปีศาจ"

                รอยยิ้มสวยฉาบบนริมฝีปากบาง ก่อนจะประทับลงบนริมฝีปากของคิระที่รอรับความหวานจากเธอ สัมผัสเธออย่างอ่อนโยนราวกับอยากให้เธออยู่กับเขาตลอดไป

                อยู่กับคนที่รักเธอ..ทั้งหมดของหัวใจ

                ตำนานเดเมี่ยนและเฟลเวียที่กินเวลากว่าพันปีจบสิ้นลง และบัดนี้ ตำนานบทใหม่กำลังจะเริ่มต้น...

 

             Every time we were together I'd something to say.

            Valourlessly, I always postponed another day.

            Everyday I wish I could say "I love you."

            Reticently, I assumed you'd know I do.

             Lifetime seemed so long to me, dear.

            Anytime all those words could you hear

            So when you asked if I'd something to say

            Tasks made me put the word "love" away.

             I've just realized that time rushed fast.

            No one knows if this day was the last.

            Girl, from now we'll spend every breath

            Holding our time gold together until death.

 [EVERLASTING by H.]

 

****

 จบแล้ว!!

เรื่องสับสนน่าดูชม 55+

กลับบ้านกันค่ะ >> Everlasting *

2009/Apr/05

Return 

                เจ็บ...   

             เจ็บมาก... 

               เฟลเวียร้องออกมาเบาๆ หัวใจเธอเต้นเร่าบีบรัดไปหมด เบียดดันสายน้ำให้ปริ่มขึ้นมาเกาะพราวบนขนตา เจ็บร้าวเหมือนถูกบดขยี้ 

               คำสาปของซาตาน... 

               ร่างบางพลิกตัวขึ้น หายใจเข้าลึกๆขับไล่ความรู้สึกออกไป ไม่รู้ตอนนี้แหวนของเธออยู่ที่ไหน ไม่สิ..เคยเป็นของเธอ เพียงแต่รับรู้ว่ามันพยายามจะดิ้นรนมาหาเธอก็เจ็บไปหมดแล้ว มนตราบังคับให้เธออยากหายตัวไปอยู่ใกล้ๆเดเมี่ยน อยู่ใกล้ๆแหวนของเขา ทั้งที่ตอนนี้เธอไม่ได้สวมแหวนไว้เสียหน่อย! 

               แสดงว่ามันยังไม่มีเจ้าของใหม่สินะ 

               นัยน์ตาสีนิลหม่นแสง ..หรือถ้ามันมีเจ้าของใหม่คงจะดีกว่านี้ เธอจะได้ไม่ต้องเจ็บร้าวๆแบบนี้เวลาคิดจมจ่อมกับเรื่องของคิระ

                ให้ตาย...เจ็บอีกแล้ว 

               "เฟลเวีย"

                เคห์ซานก้าวเข้ามาใกล้เก้าอี้ไม้ยาวที่เธอนอนอยู่ ตำหนักเล็กไม่มีฝากั้นเหมือนเป็นเรือนสำหรับนั่งเล่นภายในเขตของปีศาจรัตติกาล นัยน์ตาคมจับอยู่ที่ประกายแวววาวที่หางตาเธอ ก่อนจะถอนหายใจ มือใหญ่ลูบผมเธอเบาๆ "..ออกไปเที่ยวไหม น้องสาวที่รัก ข้ารู้จักสวนดอกไม้บนโลกมนุษย์ที่กำลังสวยในฤดูนี้นะ"  

              เขาพูดเพื่อให้เธอคิดเรื่องอื่น ไม่มีประโยชน์ที่จะย้ำให้จมอยู่กับความนึกคิดที่นำไปสู่ความเจ็บปวด และเขาก็รู้ดีว่าคำสาปของซาตานไม่มีทางลบล้างได้ เฟลเวียยันตัวจากท่านอน ฝืนยิ้มเล็กน้อยที่ทำให้คนมองใจชื้นขึ้น 

               "จริงเหรอ ก็ดีเหมือนกันนะ" 

               "อ้อ ข้าให้พวกภูตเอาชุดสำหรับใส่ในงานแต่งงานท่านพ่อมาแล้ว เจ้าจะดูเลยไหม"  

              เฟลเวียเอียงคอ "ท่านวัดตัวข้าไปตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ รู้ได้ไงมันจะพอดี" 

               "เทพ" กลับมากวนประสาทอีกแล้ว  

              เคห์ซานแบมือระเบิดลูกไฟเป็นสัญญาณ ภูตบริวารสองตนปรากฏขึ้นพร้อมกับกล่องสี่เหลี่ยมแบนๆที่ใหญ่พอสมควร เคห์ซานเปิดฝาออก เฟลเวียอุทานเบาๆ ประกายของอัญมณีสีดำสนิทเข้าตา

                "นี่..." เหนือชุดกระโปรงมีเครื่องประดับวางอยู่เข้าชุดกัน เธอหยิบรัดเกล้าเงินเส้นบางประณีตที่มีพลอยสีดำทรงหยดน้ำแวววาวสะท้อนแสงไฟขึ้นมาก่อนอื่น เคห์ซานแอบหัวเราะ ว่าแล้ว..ยัยนี่ยังงกเพชรพลอยเหมือนเดิม เรื่องความเจ็บปวดทั้งหลายแหล่มลายไปจากใบหน้าทันที "โอปอล?" 

               "ใช่ แพงระยำเชียวล่ะ" แม้ปากจะบ่นแต่ชายหนุ่มกลับยิ้มพอใจเมื่อเห็นเธอลองสวม ภูตบริวารเสกกระจกขึ้นมาให้ทันที ภาพรอยยิ้มสวยนั่นทำให้เขานึกถึงวัยเด็กที่นั่งดูน้องสาวแต่งตัว น้องสาวของเขาที่สวยกว่าใครๆแม้จะสวมแค่มงกุฎดอกไม้ใบหญ้า...

                "สวยอ้ะ.. แล้วยังมีสร้อยอีก กำไลแขนอีก อ๊ายยย รักเคห์ซานที่สุดเลย!"

                "ยัยงก! ไม่สนใจชุดบ้างรึไง แพงระยำเหมือนกันนะ"

                "ไหนๆดูซิ" เฟลเวียส่งให้ภูตบริวารสองตนช่วยกันคลี่มันออก ชุดกระโปรงยาวคอกว้างสีดำและขาวปักลายละเอียดในเนื้อตามสมัยนิยม ตรงแขนเสื้อเป็นเพียงชายผ้าสีขาวบางเบาสองชาย จะว่าเป็นแขนกุดก็ไม่ผิด "ก็น่ารักดีนะ.. โอ้โห ผ้าคลุมหน้าสวยจัง" 

               มือเล็กคลี่ผ้าคลุมหน้ามันระยับออก มันนุ่มลื่นราวกับไหมชั้นดีของจักรพรรดิมนุษย์ 

               "ลองใส่ให้หมดเลยสิ" 

               "เอางั้นเหรอ.. อย่าดีกว่า" เฟลเวียพูดอย่างลังเล ของแพงๆอย่างนี้พูดตรงๆเธอกลัวทำเสียมากๆ ชอบเอาไว้ดูมากกว่าใส่เอง "ไว้วันจริงข้าจะใส่ฉลองเป็นครั้งแรกก็แล้วกันนะ" 

               "อืม ตามใจ" เคห์ซานเอนตัวพิงหมอนอิง แขนกว้างพาดบนพนักเก้าอี้คล้ายจะโอบน้องสาวทางอ้อม มองดูเธอสำรวจเครื่องประดับอย่างอารมณ์ดี นัยน์ตาคมอบอุ่นทอประกายอ่อนโยน 

               เจ้าต้องมีความสุขนะ เฟลเวีย

                ในเมื่อเลือกที่จะไม่เป็นราชินีแล้ว ก็อย่าร้องไห้อีกเลย.. ทำสิ่งใดไปแล้ว อย่าได้เสียใจ ทำแล้วเจ้าจะต้องมีความสุข น้องสาวที่รัก.. 

               เสียงร้องของอีกาดังมาจากที่ไกลๆ ก่อนที่นกดำจะโฉบลงมาเกาะที่แขนเก้าอี้ยาวใกล้เคห์ซาน เขายืดตัวขึ้นมาข้างหน้าเล็กน้อย เฟลเวียหันมอง 

               "ข่าวอะไรเหรอ" 

               เคห์ซานเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่แล้วก็โบกมือให้อีกาบินหายไป "เรื่องท่านพ่อน่ะ.. เซเรสพาว่าที่เจ้าสาวมาส่งแล้ว ตอนนี้กำลังผ่านเขตน้ำตก" 

               "เหรอ.." เฟลเวียวางสร้อยคอลง "เราควรไปต้อนรับไหม" 

               "เจ้าอยากเจอหน้านิมฟีอาเซ่รึเปล่าล่ะ" 

               เคห์ซานถามเพราะตอนนี้ข่าวเรื่องเฟลเวียถอนหมั้นเดเมี่ยนกำลังดัง ดีไม่ดีที่เซเรสมาในเวลานี้ก็อาจจะเป็นเพราะอยากรู้เรื่องราวแน่ชัดก็ได้ จะว่าไปน้องสาวเขาก็แสบจริงๆ..ถอนหมั้นเดเมี่ยนหลังจากเซเรสตกลงยกนิมฟีอาเซ่ให้ปีศาจรัตติกาล

                "หึๆ ไปก็ได้.. ไหนๆก็จะมาเป็นแม่เลี้ยงของเราสองคนอยู่แล้วนี่" นัยน์ตาสีนิลทอประกายแดงชั่วร้าย "นางนั่นคงแค้นใจตายแล้วล่ะมั้งที่ชวดโอกาสแต่งกับเดเมี่ยน" 

               เคห์ซานส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจ เขาไม่ถนัดเรื่องห้ามผู้หญิงตบตีกันจริงๆ แล้วหลังปีศาจรัตติกาลแต่งงานกับนิมฟีอาเซ่มาอยู่บ้านเดียวกันกับเฟลเวียแล้ว ความสงบสุขจะอยู่ที่ไหน ..แต่สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้ก็คือ.. 

               "ตามใจ ไปก็ไป อย่าเพิ่งหาเรื่องล่ะ เดี๋ยวบรรยากาศมาคุแย่"  

              ...ตามน้ำตลอด เฮ้อ~ 

                ตำหนักรับรองของปีศาจรัตติกาลสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ มีดวงไฟเล็กลอยอ้อยอิ่งไปมาราวกับหิ่งห้อย เสียงดนตรีบรรเลงและเงาขยับวูบไหวของเหล่านางรำบ่งบอกว่าแขกมาถึงแล้ว เฟลเวียขยับผ้าคลุมหน้า ก้าวตามเคห์ซานเข้าไปด้านใน 

               ภูตบริวารเปิดม่านบางเบาออกให้ที่แต่ละประตู เฟลเวียยิ้มเล็กน้อย อาคมของพ่อเธอยังแข็งแกร่งเหมือนเคย ม่านพวกนี้ดูพลิ้วไหวบางเบาเหมือนใครก็ผ่านได้ง่ายๆ แต่เปล่าเลย กลิ่นอายเวทรุนแรงทุกครั้งที่มันสะบัดลอยมาเตะจมูกเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตไม่ว่าใครก็ไม่อาจล่วงล้ำ  

              นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เฟลเวียรู้สึกปลอดภัยตลอดมาเมื่ออยู่กับพ่อ เพราะเธอรู้..ถ้าพ่ออยู่ ไม่มีอะไรจะมาทำอันตรายได้ทั้งสิ้น 

               แต่บัดนี้ ทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว พ่อเธอเชิญศัตรูเข้ามาในบ้าน 

               "เคห์ซาน เฟลเวีย" 

               ปีศาจรัตติกาลเอ่ยและขยับยิ้มบาง โบกมือไปด้านข้างให้นั่งอย่างไม่มีพิธีรีตองนัก กลับเป็นเคห์ซานและเฟลเวียที่ค้อมศีรษะลงแตะมือที่หน้าผากอย่างสุภาพ กระแสบางอย่างทำให้เฟลเวียมองไปด้านข้างด้วยหางตา นัยน์ตาสีเทาของบุรุษผมขาวกำลังจ้องมองเธอ

                เซเรสวาซา 

               ร่างสูงดูเหมือนคาสเมียลมากกว่าที่เธอคิดไว้หลายเท่า ทั้งโครงหน้าและนัยน์ตาสีเทา ทว่าดูไม่อบอุ่นอารมณ์ดีอย่างคาสเมียล การพบกันครั้งแรกราวกับมีกำแพงมากั้นกลาง ทั้งเกลียดชัง ไม่ไว้วางใจ หวาดระแวง.. นิมฟีอาเซ่ที่นั่งข้างมองเธอเช่นกัน นัยน์ตาสีม่วงเหนือผ้าคลุมฉายแววโกรธแค้น เฟลเวียมองตอบ รู้สึกสะใจเล็กๆที่นิมฟีอาเซ่ไม่ได้เป็นราชินี แม้ว่าตัวเธอเองก็ไม่ได้เป็นแล้วเหมือนกัน 

               ให้นางมนุษย์มาริได้เป็นยังดีเสียกว่า 

               "นี่เซเรสวาซาแห่งอนาคาเลีย นี่นิมฟีอาเซ่แห่งวาดีรัม" ปีศาจรัตติกาลแนะนำ เคห์ซานยิ้มเห็นเขี้ยว เขากับเคห์ซานทักทายกันเพียงเล็กน้อยเพราะรู้จักกันมาแล้ว 

               "อา ว่าที่มารดาของข้า เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่านะ ยินดีที่ได้รู้จัก" เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆขัดกับรอยยิ้มบนใบหน้าโดยสิ้นเชิง นัยน์ตาสีม่วงของนิมฟีอาเซ่ตวัดมองอย่างดุดันบอกชัดว่าแผลบนแก้มเธอที่โดนเคห์ซานฟันคงเป็นแผลเป็น

                "เช่นกัน" นิมฟีอาเซ่ตอบแผ่วเบาบังคับน้ำเสียงให้ปกติ เฟลเวียนั่งลง เอนตัวพิงเบาะปูหนังสัตว์นุ่มๆและเริ่มทานอาหาร ไล่สายตามองผู้ที่นั่งฝั่งตรงข้ามทีละคน ภูตบริวารของเซเรสห้อมล้อมมากมายสมยศเจ้าชายอนาคาเลีย แต่ละตนผมขาวโพลนและผิวซีดเผือกเหมือนก่อเกิดจากหิมะล้วนๆ แม้ดวงตาก็ราวกับผลึกน้ำแข็ง เฟลเวียมองไปเรื่อยๆ ก่อนจะสะดุดที่ร่างหนึ่งซึ่งมีผ้าคลุมหน้า

                ร่างระหงสมส่วนอยู่ในอาภรณ์สีขาวไร้ลวดลายปะปนกับภูตอื่นๆ แต่มีขลิบริมด้วยขนสัตว์ นัยน์ตาสีฟ้าใสกระจ่างจับอยู่ที่เซเรสนิ่ง เฟลเวียขมวดคิ้วเข้าหากันช้าๆ กลิ่นอายของสตรีชุดขาวลอยมาแตะจมูก ทำไมเธอถึงได้เหมือน... 

               ! 

               นัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นพลันเลื่อนมาสบ ราวกับมีพลังบางอย่างพุ่งเข้าแสกหน้า

                "อะ..!" เฟลเวียหลุดเสียงออกมาเบาๆ พอดีกับที่นางรำจบเพลงและทุกคนปรบมือพอดี เคห์ซานปรบมือและหันมาหาเธอ 

               "อะไร" เขาถาม เฟลเวียส่ายหน้าแต่นัยน์ตาสีนิลยังคงฉายประกายตกใจ 

               ไม่ผิดแน่.. เอเลนมิธรา!

                เฟลเวียหลับตาทำใจให้สงบ คนตายไปแล้วก็คือตายไปแล้ว แม้ในนรกภูตผีปีศาจก็ต้องอยู่ในที่ของตัวเอง จะมาหลอกหลอนกันชัดเจนขนาดนี้ได้ยังไงล่ะ เธอคงคิดมากไปเองมากกว่า ภูตอนาคาเลียก็หน้าตาคล้ายๆกันทั้งนั้น เอเลนมิธราไม่มีทางมาอยู่ที่นี่ 

               ..เว้นเสียแต่ว่า เธอยังไม่ตาย

                ปีศาจรัตติกาลลุกขึ้นยืน เชิญให้ทุกคนไปยังชานริมสระ เฟลเวียลุกขึ้นช้าๆ นัยน์ตาสีนิลแดงจับจ้องอยู่สตรีชุดขาว รอให้คนส่วนใหญ่เดินออกไปแล้วจึงพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือเธอ  

              "เอ๊ะ!!" ร่างระหงอุทานเบาๆด้วยความตกใจ ก่อนจะสงบลงเมื่อเห็นว่าเป็นใคร "ธิดาปีศาจรัตติกาล" 

               "ท่านเป็นใคร"

                "..ภูตของเซเรสวาซา จับข้าทำไม" 

               เฟลเวียมองเลยไปด้านหลังให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ก่อนจะเอื้อมมือกระชากผ้าคลุมหน้าสีขาวบริสุทธิ์ออกอย่างรวดเร็ว 

               ใบหน้าที่ตื่นตระหนกคือเอเลนมิธราตัวจริงแท้แน่นอน หน้าตาเธอเหมือนเดิมแทบไม่มีผิดเพี้ยนแม้จะผ่านมาเป็นพันปี เฟลเวียปล่อยให้เธอดึงมือออกไปได้ ซาตาน..ใช่จริงๆ เธอยังไม่ตาย!

                "เอเลนมิธรา.."

                เสียงเอ่ยนามจากเฟลเวียยิ่งทำให้เจ้าของนามตกใจยิ่งขึ้น "รู้ได้ยังไง!" ริมฝีปากสีกุหลาบส่งเสียงขู่ฟ่อ วินาทีต่อมามีดสั้นสองเล่มก็ปะทะกันดังเคร้ง เล่มหนึ่งสลักลายลัญจกรตระกูลปีศาจรัตติกาล อีกเล่มหนึ่งเป็นสีฟ้าครามแห่งเหมันต์อนาคาเลีย

                เฟลเวียเปิดผ้าคลุมหน้า 

               "จะฆ่าข้างั้นหรือ" เฟลเวียถาม "ทำไม ท่านจะทำอะไรถึงต้องระวังตัวนัก"

                "เจ้า..." นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววสับสนครู่หนึ่งก่อนจะเบิกกว้าง "เฟลเวีย!? เจ้ายังไม่ตาย.."  

              "ท่านก็เหมือนกันนี่" 

               "ใช่.." เอเลนมิธราเอ่ยและเลื่อนสายตาลง "หากข้าตายไปจากประวัติศาสตร์หน้านี้แล้ว ส่วนเจ้ายัง เพราะงั้น..ลืมข้าไปเสีย ข้าไม่มีตัวตนอยู่ที่นี่" 

               "ไม่! ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่" เฟลเวียฉวยยึดข้อมือเธอไว้ เอเลนมิธราสะบัด ความรู้สึกบางอย่างทำให้เฟลเวียรู้สึกเสียววูบ เอ่ยเสียงแผ่วเบา "คงไม่ใช่..เรื่องคาสเมียลหรอกนะ" 

               ชื่อนั้นราวกับแทงเข้าตรงจุด นัยน์ตาสีฟ้าเลื่อนลอยเหมือนหวนระลึกถึงวันเวลาเก่าๆ ก่อนจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นและน้ำตา "ข้ากับเซเรสเป็นหนี้ชีวิตเจ้า เฟลเวีย เลิกพูดเรื่องนี้และลืมข้าซะ ได้โปรดอย่าบังคับให้ข้าต้องทำร้ายเจ้า" 

               "แต่คาสเมียลตายแล้ว.." 

               "ไม่จริง!" เสียงเรียบนุ่มงดงามแทบจะกลายเป็นกรีดร้องจนเฟลเวียสะดุ้ง "เขายังไม่ตาย ไม่มีทาง! เขาสัญญาแล้วว่าจะอยู่เพื่อข้า ปกป้องข้าไปชั่วนิรันดร์! ในวันนั้นข้าละทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่าง ก้มกราบลูซิเฟอร์และจุมพิตที่เท้าขอเป็นทาส ข้า..ตายไม่ได้ ข้าต้องตามหาเขาให้เจอ.." 

               เสียงข้างท้ายเครือด้วยอารมณ์ เฟลเวียมองเธอ ความโศกเศร้าขมขื่นและถวิลหาผู้ที่นางรักเกาะกุมหัวใจของเธอมาตลอด เจ็บปวดจนแทบจะเสียสติ ทว่าคนตายก็คือคนตาย...และไม่มีมนตราใดจะสามารถคืนชีวิตกลับมา 

               "ถึงท่านกับเซเรสให้นิมฟีอาเซ่แต่งงานกับพ่อข้าได้ราชินีใหม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า.." 

               เฟลเวียเอ่ยก่อนชะงักกึก ลางสังหรณ์วิ่งแวบเข้ามา  

              "เดี๋ยว... ที่ท่านทำทั้งหมด..ก็เพื่อมาแก้แค้นซาตานรึเปล่า"

                นัยน์ตาสีฟ้าตวัดฉับ 

               เคร้ง!!

                มีดสั้นสองเล่มปะทะกันอีกครา ตามด้วยเสียงฟาดฟันกันเป็นชุดๆติดต่อกัน เฟลเวียก้มหลบคมมีดน้ำแข็งสีครามไถลตัวไปข้างๆ มีดในมือไถเถือบนพื้นพรมจนขาดเป็นทาง ร่างระหงของเอเลนมิธราพุ่งตามมาคร่อมกดไว้กับพื้น เฟลเวียรวบรวมแรงที่มีตวัดมีดเฉือนข้อมือเธออย่างแรง

                เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังลั่นพร้อมกับของเหลวสีแดงสดไหลรินราวกับสายน้ำ มีดน้ำแข็งกระเด็นไป โลหิตเปรอะเปื้อนผู้ที่อยู่ข้างใต้และพื้นพรมขนสัตว์ เฟลเวียกลับตัวพลิกเอเลนมิธราลงเป็นฝ่ายได้เปรียบ มีดสั้นจ่อที่ลำคอขาว "ที่แท้ท่านเองที่บงการเซเรส ให้ตาย..ตอนนั้นข้าไม่น่าห่วงท่านเลยสักนิด!" 

               "เจ้ากำลังรับใช้ฆาตกร!"  

              เปรี๊ยะ!

                ทันใดร่างของทั้งสองก็กระเด็นออกจากกันไปคนละทิศละทาง เฟลเวียเงยหน้า ปีศาจรัตติกาลยืนอยู่ตรงนั้น "ท่านพ่อ.."  

              "เจ้ากำลังทำสิ่งใด เฟลเวีย"

                "นางจะทำลายซาตาน ท่านพ่อ พวกเขาเป็นกบฏ!" 

               เฟลเวียร้อง มองเอเลนมิธรา หญิงสาวผมขาวไม่ใช่คนเดียวกับที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว ไม่มีวันเหมือนเดิมนับแต่ความแค้นของการสูญเสียคู่ชีวิตครอบงำ เซเรสและคนอื่นๆก้าวเข้ามา นัยน์ตาสีเทาฉายความตกใจกับภาพตรงหน้า ภูตบริวารของเขารีบเข้าไปประคองเอเลนมิธราขึ้นสมานแผลให้อย่างรวดเร็ว

                "ขออภัยที่เสียมารยาท ดูเหมือนจะมีการเข้าใจผิด" ปีศาจรัตติกาลเอ่ยอย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงเรียบ นัยน์ตาสีนิลแข็งกร้าวมองไปที่ม่านบังประตูข้างๆเป็นสัญญาณขอคุยกับบุตรีสองต่อสอง เฟลเวียพ่นลมหายใจ แล้วจึงรู้สึกได้ว่ามีผ้าคลุมหน้ามาปิดไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ พ่อเธอช่างไวจริงๆ "เคห์ซาน รับรองแขกด้วย" 

               "ข้าไปด้วย" เคห์ซานทำท่าจะเข้ามาหาน้องสาว แต่ปีศาจรัตติกาลยกมือขึ้นห้าม 

               เฟลเวียเดินตามพ่อเข้าไปในห้องเล็กที่ภูตบริวารไว้ใช้เตรียมอาหารและเป็นที่เก็บตัวของนางรำซึ่งบัดนี้ว่างเปล่า ปีศาจรัตติกาลมองเธออย่างสงบ

                "เจ้าทำอะไรลงไป เฟลเวีย" 

               "ทำร้ายผู้คิดกบฏ"

                "ข้อกล่าวหาที่เจ้าเอ่ยไม่เบาเลยนะ" 

               "ข้าไม่ได้กล่าวหา" เฟลเวียพูดจริงจัง "ข้ารู้ นางมาแก้แค้นซาตาน นางพยายามจะให้ราชินีคนใหม่ทำอะไรสักอย่างกับเดเมี่ยน" 

               "แล้ว..." นัยน์ตาสีนิลกร้าวเลื่อนมาสบ เอ่ยเสียงเย็นเยียบ "มันเกี่ยวข้องกับเจ้าตรงที่ใด" 

               ถ้อยคำนั้นทำให้เฟลเวียนิ่งไปครู่หนึ่ง "ท่านพ่อ..."  

              "เจ้าไม่เป็นราชินีแล้วไม่ใช่หรือ" 

               "ข้า..." 

               "ข้าไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า เจ้าโตแล้ว เหตุใดจึงไม่เข้าใจว่าสตรีไม่อาจอยู่อย่างสุขสบายโดยไร้บุรุษ" 

               เฟลเวียขมวดคิ้ว "นี่ไม่เกี่ยวกับที่ข้าไม่เป็นราชินีตรงไหน ท่านพ่อ พวกเขาพยายามจะทำลายเฮเดส ข้าไม่ยอมแน่"

                "แล้วหากเจ้าถูกสังหาร?" 

               "ก็ถือว่าพลีชีพให้เฮเดส" 

               "พลีชีพ? หึ..." ปีศาจรัตติกาลมองไปด้านนอกหน้าต่าง "ข้าไม่เคยคิดให้เจ้ามีชีวิตอย่างนักรบที่เห็นชีวิตตัวเองราคาถูกๆ.. ภูตทหารทั้งหลายไม่เคยเข้าใจเรื่องนี้หรอก พวกเขาทำตามคำสั่งของกษัตริย์ที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า สั่งให้ไปรบก็รบ ให้ไปตายก็ตาย เป็นแค่หมากตัวหนึ่งบนกระดานที่โดนคนอื่นจับเดิน" เขาหันมามองเธอ "เจ้ารู้ไหมข้าเห็นอะไร.. ข้าเห็นเจ้าซมซานกลับมา โดนฤทธิ์คำสาปกรีดแทง เห็นว่าอนาคตอันยิ่งใหญ่สุขสบายในฐานะราชินีของเจ้าหายวับไป เจ้าจะทำอย่างไรกับชีวิตที่เหลือ"  

              "...ข้า..จะเฝ้าประตูนรกต่อจากท่าน" 

               "เจ้าอยากทำเช่นนั้นหรือ"  

              "..."  

              "ชีวิตมีความสุขกับคนที่เจ้ารักดั่งเจ้าชายเจ้าหญิงในนิทานที่เจ้าพูดไว้ในวัยเด็กนั่น ชีวิตที่ได้เป็นราชินีเฮเดสครองคู่กับเดเมี่ยน ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการหรอกหรือ เจ้าใฝ่หารัตติกาลที่ไร้แสงตะวันตลอดกาลงั้นหรือ" 

               นัยน์ตาสีนิลสวยปิดลง หยาดน้ำอุ่นๆเคลือบใต้เปลือกตา 

               "ข้าเลือกแล้ว.. ท่านพ่อ" 

               มือใหญ่สัมผัสเรือนผมสีดำสนิท ก่อนจะไล้ลงมาแตะเบาๆที่หน้าผาก แวบหนึ่งราวกับเป็นสัมผัสของคิระ หญิงสาวลืมตา ปีศาจรัตติกาลถอนหายใจแผ่วเบา

                "ถ้านั่นเป็นสิ่งที่เจ้าเลือก ก็มาอยู่กับข้า และลืมเดเมี่ยน" เขาเอ่ยเสียงเย็นเหมือนเคย "เมื่อน้องสาวเจ้าได้เป็นราชินี เราก็จะยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน ถึงตอนนั้นหากเจ้ายังภักดีกับเดเมี่ยน จะสังหารเซเรสก็ไม่มีใครว่า แต่หากลงมือตอนนี้ ต่อไปเจ้าจะอยู่อย่างไร"

                เฟลเวียยกมือขึ้นจับมือบิดาที่เลื่อนลงมาตรงแก้ม เพื่อชีวิตที่เหลือของเธอและพี่ชาย..พ่อเธอก็ยอมทรยศต่อเฮเดส นัยน์ตาสีนิลสวยหม่นแสงลงขณะจุมพิตหลังมือใหญ่

                "ข้าจะอยู่กับท่าน" 

               "อืม.." ปีศาจรัตติกาลเอ่ย น้ำเสียงเย็นนุ่มนวลลง "ข้าไม่ได้คุยกับเจ้ามาตั้งนาน.. อะไรกันที่ทำให้เจ้าทิ้งแหวน เฟลเวีย" 

               "หึ.." เฟลเวียขยับยิ้มที่ดูไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร อาจคล้ายกับกำลังสมเพชตนเอง "ช่างเถอะท่านพ่อ ไม่นานท่านก็จะธิดาที่เป็นราชินีแทนข้า และข้าก็มีความสุขดีแล้วตอนนี้"  

              ความสุข... มีความสุขดีงั้นหรือ...

                นัยน์ตาสีนิลแข็งกร้าวของปีศาจรัตติกาลทอดลงหลังจากฟังคำตอบ เพราะตัวเขาเองก็รู้ดีแก่ใจ 

               ...ไม่ว่าผู้ใด หากมีความสุขแท้จริงแล้วไซร้ ก็ไม่ประสงค์หันหลังให้แสงตะวัน...

 

                 แสงแดดยามบ่ายร้อนแรงเสียจนม่านสีน้ำเงินอมม่วงของหน้าต่างรถทัวร์บังไว้ไม่ได้ มาริขยับตัวนั่งหันมาทางด้านในรถซึ่งอาซึสะกำลังนั่งเล่นเกมมือถือเพื่อหันหลังให้แดด

                "ร้อนเหรอมาริ หน้าแดงหมดแล้ว" ยามาโตะเอ่ยขึ้นจากเก้าอี้อีกฝั่งอย่างขำๆ เวลามาริหน้าแดงดูเหมือนใครๆก็อยากแซว

                ตอนนี้รถทัวร์ของโรงเรียนกำลังวิ่งไปช้าๆตามทางโรยกรวดเพื่อขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติบนเขา ป้ายบอกทางเป็นระยะๆบอกให้นักเรียนที่นั่งอยู่ในรถมีกำลังใจว่าใกล้ถึงแล้ว ยามาโตะถอนหายใจเล็กน้อย เหมือนมันจะหลอกให้ดีใจเล่นมากกว่า ผ่านมาจะสิบป้ายแล้วไม่เห็นถึงสักทีเลย! 

               ยามาโตะแกล้งถอนหายดังๆ หวังจะให้เข้าหูเพื่อนที่นั่งข้าง แต่ก็ไม่เป็นผล สองสามวันมานี้คิระดูแปลกไป ไม่เชิงแปลก... เรียกว่ากลับไปเป็นคิระคนเดิมก่อนจะรู้จักมาริดีกว่า เงียบๆ ไม่เข้าร่วมกิจกรรม ไม่นึกถึงคนอื่นมากนัก ช่วงก่อนหน้านี้ยามาโตะคิดว่าคิระดูกระตือรือร้นขึ้น -- หรือว่าจะโดนมาริหักอกหว่า

                "คิระ" 

               ยามาโตะเรียก นัยน์ตาสีดำยังคงมองไปยังหน้าต่างที่เป็นถนนหนทางไม่มีอะไรน่าดู

                "เฮ้ย! สนใจฉันหน่อยโว้ย" 

               "หือ?" คิระหันมา "อะไร" 

               "เป็นอะไรเนี่ย สองสามวันมานี่ฉันเรียกก็ไม่หัน คุยด้วยก็ไม่คุย อกหักเรอะ" 

               "คิระเขาไม่อยากมาค่ายมากกว่าน่ะสิ" อาซึสะพูดดังๆ เรียกให้ยามาโตะหันไปมอง "จะสอบอยู่แล้วพวกเรายังต้องมาค่ายอีก เพราะใครเนี่ย ฮะ?" 

               ยามาโตะทำท่าจะเถียง แต่คิระกลับเอ่ยขึ้นเรียบๆเหมือนไม่รู้เรื่องราว "เพราะใครล่ะ" 

               "เอ๊า!" อาซึสะมองตาขุ่น วางโทรศัพท์มือถือลงกับตักแรงๆ "เพราะใครล่ะโว้ย ยอดชู้นายไงเล่า"

                คิระเลิกคิ้ว "ใครยอดชู้ฉัน"  

              "ก็ไอ้คนที่เรียกร้องความสนใจนายอยู่นั่นไง ลงชื่อไปค่ายทัศนศึกษาให้พวกเราทุกคน ขอบใจนะ แต่ฉันไม่มีเวลาอ่านหนังสือสอบเฟ้ย!" 

               "พอเถอะๆ เสียงดังใหญ่แล้วไม่อายเขาเหรอ" มาริรีบห้ามทัพเมื่อเห็นอาซึสะกับยามาโตะกำลังแง่งใส่กันนัยน์ตากลมโตเสมองไปยังคิระที่หันไปมองนอกหน้าต่างเหมือนเดิมไม่มีท่าทีว่าจะสนใจห้ามปราม เธอเองก็รู้สึก..คิระเปลี่ยนไปตั้งแต่วันนั้น เขาไม่สนใจอะไร -- ไม่สนใจเธอ

                หรือเพราะเขารู้แล้ว ว่าเธอคิดยังไงกับเขา 

               ชีตนั่นคงถูกอ่านแล้วสินะ 

               ไม่ชอบ...ก็คือไม่ชอบ ไม่มีเหตุผลจะอธิบาย

                มาริก้มหน้าลง เสียงถอนหายใจแผ่วเบากับตัวเองไม่มีใครได้ยิน เธอก็แค่ละเมอเพ้อพกไปฝ่ายเดียว.. ขณะที่ความคิดจิตใจของเธอพันพัวกับเขา ในขณะที่เธอมองเขาและรู้สึกมีความสุขอย่างมากมาย เขาไม่ได้รับรู้ด้วยเลย คิระก็คงทำดีอย่างนี้กับผู้หญิงคนอื่นๆด้วยเป็นปกติ ไม่ใช่แค่กับเธอ ที่เขาแสดงออกมาชัดเจนอย่างนี้ก็ดีแล้ว... 

               จะได้ทำใจ... แต่ทำไม แค่รักข้างเดียวลมๆแล้งๆถึงได้เจ็บแปลบอยู่ข้างใน เสียใจ..จนร้องไห้ยังไงก็คงไม่หายง่ายๆ

                คนที่โดนบอกเลิกอาจเจ็บกว่านี้หลายเท่า แต่นั่นไม่สำคัญหรอก อกหักทุกครั้ง ไม่ว่าใครก็เจ็บพอกันกับความผิดหวัง 

               กระนั้น...ชีวิตยังต้องก้าวเดินต่อไป

                จะพยายามไม่ร้องไห้อีกแล้ว... 

               รถทัวร์จอดที่หน้าอุทยานในที่สุด คิระขยับตัว ปีศาจภูตพรายนางไม้รอบๆรถมองเขาผ่านกระจกใสเป็นตาเดียว ไม่ใช่..พวกมันมองมือของเขาต่างหาก มือซ้ายที่มีแหวนเงินสองวงที่นิ้วนางและนิ้วก้อยอยู่ข้างกัน

                บางอย่างที่อัดอั้นอยู่ในอกเหมือนจะล้นขึ้นมาอีก ร่างกายบีบรัดราวกับจะพยายามเติมเต็มช่องว่างที่โหวงเหวงในใจ พระเจ้า...คิระอยากจะบ้าตาย ทำไมทุกอย่างมันถึงหดหู่ไปหมด เขาแตะขมับเบาๆ มันปวดตุบๆเพราะนอนน้อย ถ้าเฟลเวียอยู่...เธอคงทำให้หายได้ หรือไม่เขาก็คงไม่ปวดด้วยซ้ำเพราะมีเธอนอนข้างๆก็หลับลง 

               ...ถ้าเพียงแค่มีเธออยู่ 

               นัยน์ตาสีดำเหลือบมองเพื่อนๆที่เตรียมตัวลงจากรถทัวร์ นัยน์ตาของมาริเผอิญหันมาสบก่อนที่เจ้าหล่อนจะเป็นฝ่ายรีบหันหนี ..ไม่ใช่เพราะมาริหรอกที่ทำให้เฟลเวียจากไป ไม่ว่าคิระจะอยากโทษเจ้าหล่อนมากเท่าไรก็ตาม เส้นเชือกแห่งความรวดร้าวสูญเสียกลับรัดเขาแน่นจนดิ้นไม่หลุด ตัวเขาก็รู้ดี..เพราะเขาต่างหาก ถ้าปากเอ่ยไล่ตรงกับใจ ทำไมตอนนี้ถึงจะอยากสัมผัสแม้เพียงฝุ่นควันของเธอ 

               ไม่นานทุกคนก็ลงจากรถทัวร์เข้าสู่เขตอุทยาน แสงแดดอุ่นและดอกไม้ฤดูหนาวทำให้หลายๆคนลืมเรื่องราวในใจไปชั่วคราว ดอกไม้ฤดูหนาวสีสันไม่จัดจ้านพลิ้วไหวอย่างดอกไม้ฤดูร้อน แต่ก็สวยงามอย่างเข้มแข็งท่ามกลางภูมิอากาศหนาวเหน็บ 

               "ว่าไง.. ใครจะจดข้อมูลต้นไม้วะ" คิระเข้าไปโอบไหล่เพื่อนฝูงด้วยท่าทีสนิมสนมเพื่อทิ้งฝุ่นควันของตัวเอง เขาเห็นไอดำทมิฬที่ไม่ค่อยปลอดภัยนักในบริเวณนี้ "อย่ามองอย่างงั้นน่ะ..รู้อยู่ว่าลายมือฉันเป็นยังไง"

                "ฉันก็ไม่นะเว้ย" ยามาโตะว่า

                "แบ่งกันไปเลย แฟร์ๆ"  

              ในที่สุดก็หารต้นไม้ตามรายชื่อที่อาจารย์สั่งให้ทำรายงานกันและแบ่งให้แต่ละคนอย่างยุติธรรมด้วยวิธีดั้งเดิม -- โอน้อยออก คิระฉีกชื่อต้นไม้ส่วนของตัวเองออกมาก่อนจะหยิบสมุดกับปากกาขึ้นมาเตรียมจด 

               !

                เขาหันขวับไปมองด้านหลังอย่างรวดเร็ว สัมผัสได้ว่ากำลังถูกบางสิ่งจ้องมอง แต่เพียงแวบเดียวความรู้สึกนั้นก็หายไป คิระขมวดคิ้ว ลูบต้นคอที่ยังขนลุกชัน 

               ! 

               ความรู้สึกอย่างเดิมวิ่งเข้ามาอีกครั้ง คิระหันหลังมองอีกรอบ ขณะที่เพื่อนๆเริ่มเดิมห่างออกไปและเขาหันหน้าหันหลังอยู่ตรงนี้ ที่ที่ควันดำเริ่มฟุ้งกระจายราวกับสร้างเขตแดนล้อมรอบ คิระวิ่งไปยังแหล่งของฝุ่นควัน ไม่ว่าปีศาจหน้าไหนก็ตาม ทำแบบนี้ต้องมีจุดประสงค์..

                "ใคร!" 

               คิระตะโกน มาหยุดอยู่ตรงใกล้ๆกับธารน้ำสายเล็กๆ เจ้าของฝุ่นควันหายไปจากจุดที่เคยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้คิระกล้าตามมาไกลขนาดนี้และเขาก็รู้ดีคือ ฝุ่นควันนี้คล้ายคลึงกับเฟลเวีย 

               ได้สัมผัสแค่กลิ่นอายก็พอแล้วหรือ...  

              "ไม่ได้เจอกันนาน"   

             เสียงไม่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลังเรียกให้หันไปมอง  

              "จำไม่ได้สินะ เดเมี่ยน"  

              ร่างสูงในเสื้อคลุมดำสนิทเดินลายแดงเข้มตามขอบนั่งอยู่บนคาคบไม้ของต้นไม้ใหญ่ที่แทบไม่เหลือใบอยู่แล้ว ไอทมิฬแผ่กระจายไปทั่ว เรือนผมสีดำยาวเหยียดตรงถึงกลางหลังและนัยน์ตาสีนิลคมฉายประกายแดงคล้ายกับเฟลเวียจนทำให้คิระชะงักมือที่กำลังจะไล่

                "นายเป็นใคร" 

               ปีศาจร่างสูงทิ้งตัวลงมาตรงหน้า "เคห์ซาน บุตรแห่งปีศาจรัตติกาล" นัยน์ตาเลื่อนลงไปจับอยู่ที่มือซ้ายของคิระชั่วครู่ก่อนจะเลื่อนมาสบ "พี่ชายของเฟลเวีย" 

               คิระนิ่งงัน ประสาทสัมผัสชาไปชั่วขณะ เฟลเวีย.. พี่ชายเฟลเวีย.. เขารู้จักเธอใช่ไหม 

               "เฟลเวียอยู่ไหน" 

               คำถามนั้นหลุดออกไปทันที เคห์ซานเลิกคิ้วกับปฏิกิริยาของเพื่อนเก่าที่มาเกิดใหม่ รอยยิ้มประหลาดแต้มมุมปาก  

              "ข้าบอกไม่ได้"  

              "ทำไม" คิระก้าวเข้าหา 

               เคห์ซานมองเขาอย่างสงบ "นางไม่ต้องการพบเจ้า และข้าก็ไม่ได้รับอนุญาตให้บอก" 

               คิระหลับตา "ทำไมถึงไม่อยากพบ" 

               "นางไม่ใช่ราชินีอีกต่อไปแล้ว"

                "งั้นนายมาให้ฉันเห็นทำไม" น้ำเสียงดุดันราวกับไม่ใช่ตัวคิระเอง ไม่อยากเจอเขาแต่กลับส่งพี่ชายมา เจ้าหล่อนจะแกล้งเขาหรือยังไง 

               เคห์ซานขยับมุมปาก นัยน์ตาสีนิลเป็นประกายวาบขณะก้าวมาใกล้

                ผัวะ!! 

               หมัดขวาชกเข้าเต็มๆอย่างตั้งตัวไม่ติด คิระเซถอยหลัง รสคาวเลือดกระจายอยู่ในปาก นัยน์ตาสีดำตวัดมองเคห์ซานที่ยังคงยิ้มมุมปาก แต่เขาคิดว่าเข้าใจว่าเพราะอะไร

                "สำหรับทุกคืนที่น้องสาวข้าต้องร้องไห้" เคห์ซานเอ่ยราบเรียบ แม้หมัดนั้นจะไม่เพียงพอกับความเจ็บปวดจากคำสาป แต่ความจริงน่าจะถือเป็นความสะใจส่วนตัวของเขามากกว่า "และก็ยินดีด้วยนะ เพราะจะมีราชินีคนใหม่ที่น่าจะงามยิ่งกว่าเฟลเวียในไม่ช้า ชาติหน้าเจ้าอาจจะได้เจอและถูกใจก็เป็นได้" 

               "ราชินีใหม่?" คิระทวนคำ ยกมือแตะมุมปากที่มีเลือดซึม 

               "ใช่" เคห์ซานขยับยิ้มไม่น่ามอง เขี้ยวขาวเป็นประกายวับ "ข้ากำลังจะมีน้องสาวอีกคน และอีกคน และอีกคน มากมายเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่ต้องห่วง เจ้าจะถูกสาวๆรุมล้อมจนเปิดฮาเร็มได้เลย" 

               "ฉันไม่ได้อยากได้คนอื่น" คิระเอ่ยเสียงหนัก "ทำยังไงเฟลเวียถึงจะกลับมา"

                "เจ้าปรารถนาเฟลเวียงั้นหรือ" 

               นัยน์ตาคมสีนิลแดงราวกับจะบังคับให้เขาพูดเพื่อความแน่ใจ คิระเลื่อนสายตาขึ้นสบ 

               "ก็แล้วแต่ว่าปรารถนาของนายหมายถึงอะไร" 

               เคห์ซานหัวเราะหึๆ

                "สมเป็นเดเมี่ยน"

                ทั้งคู่เงียบกันไป ไม่มีใครพูดอะไรเหมือนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ไม่นานนักก็มีเสียงตะโกนเรียกคิระจากเพื่อนๆ คิระก็เพิ่งนึกได้ว่าเขาไม่ได้จดข้อมูลของต้นไม้ต้นไหนเลย 

               "เจ้าต้องไปแล้วสินะ" เคห์ซานพูดเรียบๆและทำท่าจะจากไป 

               "เดี๋ยว!" คิระรีบเรียกไว้ "ฉันจะเจอเฟลเวียได้ยังไง"

                รอยยิ้มบางปรากฏที่มุมปากของเคห์ซาน 

               "มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง.." เขาเอ่ยช้าๆ "ที่ตอบทุกปริศนาของเทวทูตและปีศาจ ถึงแม้มนุษย์จะแปลได้ไม่ตรงนัก แต่คาถาอาคมและแผนที่ส่วนใหญ่ก็ยังใช้การได้"

                "หนังสือ... Book of Angels?"

                เคห์ซานยิ้มโชว์เขี้ยว ก่อนที่ร่างสูงจะหายไปเป็นควัน ไม่ทันที่จะทำอะไรก็ได้ยินเสียงคนเดินมาใกล้ ยามาโตะตบไหล่เขาเบาๆ 

               "ไปเหอะ เขาให้ไปข้างในศูนย์วิจัยพรรณไม้ เดี๋ยวจดบรรยายไม่ทัน"

                "อือ" คิระพยักหน้า เดินตามยามาโตะไป

                ใต้เงาไม้ที่มีเพียงกิ่งก้านไร้ใบปรากฏร่างสูงของเคห์ซานอีกครั้ง เขามองตามคิระจนลับสายตา ก่อนจะเดินแหวกพุ่มไม้และเด็ดดอกไม้สีขาวหอมๆติดมือไว้ ชายหนุ่มข้ามธารน้ำไปอีกฝั่งหนึ่งซึ่งมีต้นไม้ยืนต้นติดๆกัน ไม่นานเขาก็แหวกพงหญ้าสูงออกเผยให้เห็นบึงน้ำใสสะอาดในเขตรักษาพิเศษที่ห้ามคนภายนอกเข้าของอุทยาน 

               "ไปไหนมาน่ะ"

                เสียงกลางๆไม่สูงไม่ต่ำจากร่างเล็กที่ยืนอยู่ในบึงถาม ชายชุดกระโปรงดำพลิ้วไหวอยู่ในน้ำที่มีปลาเล็กๆสีเงินว่ายตอดราวกับเป็นสาหร่าย เคห์ซานไม่ตอบแต่ส่งดอกไม้ในมือให้ด้วยเวท มันลอยไปประดับอยู่บนเส้นผมของหญิงสาวราวกับดวงดาวบนผืนฟ้าสีดำสนิท

                "น้องสาวที่รัก รู้สึกไหมว่าเดเมี่ยนอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้" เคห์ซานถามเปรย เฟลเวียหันมอง

                "ข้าไม่ได้คิดไปเองคนเดียวหรอกหรือ" เธอขยับยิ้มเล็กน้อย เคห์ซานเองก็ยิ้ม ดีแล้ว.. น้องสาวเขาจะได้ไม่เจ็บปวดเพราะอยู่ใกล้แหวน

                "เดี๋ยวเขาก็ไปแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวล" 

               "ข้าไม่กังวลหรอก" เฟลเวียตอบขณะกอบเอาปลาเล็กตัวหนึ่งไว้ในอุ้งมือได้ สีของมันออกฟ้าสวยกว่าตัวอื่นๆ "แปลกดีนะ..เคห์ซาน อะไรที่จับมา มันมักจะหนีเสมอ" 

               น้ำไหลออกจากร่องนิ้วเธอพร้อมกับปลาเล็กที่เล็ดรอดออกไปจนได้ หญิงสาวทิ้งแขนลงข้างลำตัว

                "ข้าไม่เคยสงสัยว่าทำไมปีศาจต้องใช้เวทสะกด เราจับสัตว์มาเราสะกดมันให้อยู่กับเราตลอดไปนั่นเป็นความจริง" เธอพูดอย่างเลื่อนลอย "แต่ตอนนี้ข้าสงสัย.. พี่ชายที่รัก ทำไมมนุษย์ถึงครองคู่กันได้แม้ไร้เวทมนตร์ เพราะแค่ความรักที่ปีศาจไม่มีงั้นหรือ"  

              "ทำไมเจ้าไปไม่หามนุษย์มาตอบล่ะหือ" เคห์ซานย้อนถาม ปลดเสื้อคลุมออกเดินลงไปในบึงเย็นฉ่ำ "และเราก็มีความรักนี่ น้องสาวที่รัก ข้ารักเจ้าเหมือนกับที่เจ้ารักข้า ถึงอาจจะไม่เหมือนมนุษย์ แต่ข้าก็พอใจแล้วกับสิ่งนี้" 

               มือใหญ่ลูบหัวเธอก่อนจะจุมพิตบนเรือนผมสีดำที่กรุ่นกลิ่นดอกไม้ เฟลเวียส่งยิ้มหวานให้ 

               "อื้ม... ต่อไปถ้าท่านหาเจ้าสาวไม่ได้ เราแต่งงานกันก็ได้นี่นะ แล้วปกครองรัตติกาลด้วยกัน"

                "ฮ่ะๆ ได้น่ะได้อยู่แล้ว" เคห์ซานหัวเราะ "แต่เจ้าเอาให้แน่ใจเสียก่อนเถอะ ข้าเป็นผู้ชายไม่เป็นไรอยู่แล้ว และบางครั้งก็อย่างที่เจ้าว่า อะไรที่จับมามักจะหนีเสมอเหมือนกับปลา แต่ดูสิ..."

                ปลาเล็กสีฟ้าเงินตัวเดิมว่ายกลับมาใกล้ชายกระโปรงของเฟลเวีย ตอดตามเนื้อผ้าและไล่มาที่อุ้งมือเธอในน้ำอย่างไม่เกรงกลัวจนหญิงสาวจั๊กกะจี้

                อะไรที่พยายามจับมักดิ้นหนี.. แต่เวลาอยู่เฉยๆ มันกลับจะเป็นฝ่ายเข้ามาหาเอง

 

                 คิระเปิดกระเป๋านักเรียนเทของข้างในออกมาอย่างร้อนรน ไม่นานก็มีกองหนังสือและสมุดขนาดย่อมอยู่ตรงหน้า แต่มันไม่มีเล่มที่เขากำลังหา แขนยาวล้วงกวาดไปใต้เตียงพบเพียงสมุดเก่าๆสองสามเล่ม ร่างสูงยันตัวขึ้นสบถเป็นชุดๆ เขาเอาไปทิ้งไว้ตรงไหนล่ะ! มันต้องอยู่ในห้องนี้แน่ๆ เพียงแต่ไม่ได้อ่านนานจนจำไม่ได้แล้วว่าอ่านครั้งสุดท้ายที่ไหน

                "บ้าจริง!.." 

               หางเสียงชะงักเมื่อกระชากลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือออก วินาทีนั้นสิ่งที่หนักอึ้งอยู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง อักษรประดิษฐ์สวยงามเตะตาเหมือนเป็นคำตอบจากสวรรค์(หรือนรก?) 'Book of Angels'

                คิระรีบดึงมันออกมาวาง พลิกไปหน้าหลังๆที่มีแผนที่ ตัวเขาเองก็ยังค่อนข้างไม่แน่ใจกับความคิด -- แผนที่จะช่วยอะไรได้ มีแผนที่นรกงั้นหรือ ถึงมีเขาก็ต้องตายก่อนเท่านั้นถึงจะไปได้ (คิระมั่นใจว่าเขาตายแล้วไม่ได้ไปสวรรค์แน่นอน)

                "ขอบโลก?" 

               ภาพในแผนที่เป็นเหมือนโลกในคติโบราณ ซึ่งคิระก็ไม่คาดหวังว่าจะเจอภาพแบบอื่นที่ทันสมัยกว่านี้ ลายเส้นประกอบกันเป็นผืนดินทรงคล้ายกรวยหงาย มีดินแดนต่างๆตั้งอยู่ ขอบรอบด้านเป็นมหาสมุทรที่ไหลลงเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เลยขอบไปมีทั้งอสุรกาย ปีศาจร้าย และ...ทางเข้าสู่พิภพเฮเดส

                ปัญหาคือ "ขอบโลกจะมีได้ยังไง ในเมื่อ..." คิระพูดกับตัวเอง โลกกลม..จะมีขอบอยู่ตรงไหนได้

                คิระเลื่อนเก้าอี้นั่งลง พลิกกลับไปยังหน้าสารบัญ บางทีสักวันอาจมีคนไขปริศนาขอบโลกได้ แต่ไม่ใช่เขาแน่ มือใหญ่ไล้ไปตามตัวหนังสือแต่ละบรรทัด ไล่ดูหัวข้อ นัยน์ตาสีดำหลับลงชั่วครู่และหายใจยาวก่อนจะลืมขึ้นใหม่ เขาจำเป็นต้องใจเย็นกว่านี้ รู้สึกได้ว่าตัวเองรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เส้นเชือกแห่งความสูญเสียนับร้อยๆที่สงบลงแล้วกลับพร้อมใจกันดึงรัดแน่นขึ้นมาจนอยากจะคลั่ง

                "หึ..ยัยปีศาจ เพราะเธอใช่ไหม.. ทำไมถึงไม่มาหาฉัน เธอหายตัวมาแวบเดียวก็ถึงแล้ว! จะให้ฉันดั้นด้นไปหาเธอก็มีฆ่าตัวตาย!"

                นัยน์ตาสีดำคมปรือลงอย่างสิ้นหวัง ด้ามมีดคัตเตอร์ที่ทำด้วยพลาสติกสะท้อนแสงไฟ หรือมันจะเหลือแค่ทางเดียว...?

                ร่างสูงค่อยๆพลิกหน้ากระดาษ ก่อนจะเอื้อมไปหยิบมีดคัตเตอร์มาไว้ในมือ

 

                 ฉัวะ! 

               สีแดงสดกระฉูดออกเปรอะพื้นถนนเป็นวงกว้างคล้ายงานศิลปะขนาดใหญ่ คิระรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นรัว ข้อมือที่ถูกคัตเตอร์กรีดเจ็บแปลบกำลังปวดตุบๆทุกจังหวะที่เลือดหลั่งริน ลมดึกเริ่มพัดแรง เขาย่อตัวลงวางคัตเตอร์กับพื้นและหยิบหนังสือที่วางอยู่ข้างๆขึ้นมาอ่านต่อ

                "ที่ว่าง.." เขาหันมองรอบตัว ไม่มีรถหรืออะไรอยู่บนถนนบริเวณนั้น มีเพียงเสาไฟที่ส่องสว่างแทนพระจันทร์ แต่ถึงพื้นที่นี้ไม่กว้างนักก็คงไม่เป็นไร -- ลมจะกระจายฝุ่นควันของเขาเอง "ไม่มีสัตว์แถวนี้ ดี.. อา..." ความหนาวแปลกประหลาดแทรกเข้ามาในกาย บ่งบอกว่าเขามีเวลาไม่มากที่จะทำอะไรก็ตามก่อนที่เลือดจะไหลออกมากเกินไป

                พลันนั้นคิระก็รู้สึกว่ามีปีศาจตัวเล็กตัวน้อยมากมายกำลังจับจ้องจากทุกทิศ มันรุมล้อมเหมือนประจักษ์พยานเพราะกลิ่นเลือดของเขา นั่นยิ่งดี ฝุ่นควันมากเท่าไรก็ยิ่งดี คิระเริ่มอ่านตัวอักษรเล็กๆกลางหน้ากระดาษไม่ให้ผิดพลาดและเพิ่มเติมลงไปตรงที่หนังสือบอก

                "ด้วยโลหิตแห่งข้า ภายใต้ผืนฟ้าราตรีกาล ถวายแด่ซาตาน แลกความปรารถนา.." เขาเว้นระยะ "ในนาม คิระ ผู้สังเวย จงปรากฏ เฟลเวีย ธิดาแห่งปีศาจรัตติกาล ต่อหน้าข้า เมื่อสิ้นคำ" 

               ไอควันดำทมิฬระเบิดออก กระแสไฟฟ้าแล่นปลาบตั้งแต่ข้อมือจนไปจนทั่วร่าง คิระหลุดเสียงร้อง หัวใจเต้นถี่ยิบจนเจ็บ โลหิตถูกรีดเร้นให้ไหลทะลักพรูออกมาราวกับน้ำป่า เหงื่อซึมออกมาทำให้ทั้งตัวเย็นเฉียบ แวบนั้นคิระรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย

                สายลมเปลี่ยนทิศ พัดวนเอาฝุ่นควันลอยสูงไปยังท้องฟ้าที่เป็นสีเดียวกัน และแผ่กระจายออกไปทั่วเท่าที่มันจะไปได้

                แรงดึงมหาศาลทำให้ร่างสูงแทบจะทรุดลงกับพื้น สีแดงเข้มที่เปรอะเปื้อนบนนั้นกลับสะอาดเหมือนเก่าราวกับดูด -- ทันทีที่เลือดของเขาหยดลง มันก็ซึมหายไปทันที ปากแผลที่ข้อมือปวดร้าวสาหัสจนต้องใช้มืออีกข้างกุมไว้ เขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว หันหลังกลับวิ่งไปโรงพยาบาลตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว ตอนนี้ขอแค่เลือดของเขาที่มีจะพอขายซาตานเท่านั้น

                !

                สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาตรงหน้า ฝุ่นควันดำก่อตัวหนาขึ้นก่อนจะค่อยๆปรากฏเป็นรูปร่าง นัยน์ตาคมเบิกกว้าง นัยน์ตาสีนิลแดงสวยจ้องมองกลับมาท่ามกลางสีดำด้วยความรู้สึกเดียวกัน มือเล็กเอื้อมมาจับข้อมือเขา ใช้เวทสมานบาดแผลทั้งที่ยังสั่นเทา 

               "ท่าน..." 

               เสียงคุ้นเคยและสัมผัสแผ่วเบาตรงข้อมือที่ระบมทำให้รู้ว่าไม่ใช่ความฝันหรือภาพลวงตา แต่แม้ว่ามันจะใช่ คิระก็เปิดผ้าคลุมหน้าของมันและดึงเข้ามากอดในทันที 

               "..ยัยปีศาจ" 

               คิระหลับตาลง สัมผัสเรือนผมสีดำยาวและสูดกลิ่นอายแสนคุ้นเคยอย่างโหยหา บางสิ่งเต็มตื้นขึ้นมาในอก ท่วมท้นเสียจนเขาไม่อาจปล่อยเธอที่กำลังขัดขืนได้ เหมือนสิ่งล้ำค่าที่หายไปเพิ่งจะได้กลับคืน ความเจ็บปวดและอ่อนล้าดูไม่มีความสำคัญอีกแล้วในตอนนี้ เฟลเวียกลับมาแล้ว... เธออยู่ตรงนี้แล้ว

                เฟลเวียยืนให้เขากอดแน่นจนแทบหายใจไม่ออกอย่างตกใจ แม้จะพยายามขืนตัวไว้ในตอนแรกแต่ก็ยอมโอนอ่อนตามในที่สุด ร่างสูงสั่นสะท้านจนเธอรู้สึกได้ เขาเสียเลือดมากแต่ก็ไม่ยอมปล่อยตัวเธอ แขนกว้างกลับยิ่งกระชับแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายวับไป บังคับให้ใบหน้านวลซบไปกับแผ่นอกกว้าง

                "คิระ"

                "ขอโทษ.. ฉันขอโทษ... เธออย่าไปไหนอีกนะ ยัยปีศาจ อย่าไป" เสียงแผ่วพร่ำกระซิบที่ข้างหูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเป็นน้ำฝนรินรดบนหัวใจที่แห้งผากของหญิงสาว เบียดดันขึ้นความรู้สึกให้ล้นออกมาทางดวงตา เฟลเวียยกแขนขึ้นคล้องกอดรอบคอเขาตอบ คิระเรียกเธอมา เขาต้องการให้เธออยู่ด้วยใช่ไหม..เขารักเธอใช่ไหม ก้อนบางอย่างแล่นมาจุกที่คอ ทั้งอยากยิ้มและร้องไห้ในเวลาเดียวกันจนพูดอะไรไม่ออก

                "อืม.."

                "ฉันขอโทษ ขอโทษจริงๆ.."

                "อืม.."

                หยาดน้ำใสไหลออกจากนัยน์ตาสีนิลสวย คิระคลายอ้อมแขนเพื่อมองดูเธอชัดๆ มือใหญ่เกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าเธอ และเช็ดน้ำตาบนแก้มขาวอย่างแผ่วเบา เฟลเวียแต่งกายและแต้มสีสันบนใบหน้าแบบอาหรับเต็มคราบ ดูสวยสง่าเหมือนราชินีจริงๆถ้าหากว่าเธอไม่ได้กำลังร้องไห้ มือใหญ่จับมือซ้ายของเธอขึ้นมา มันประดับไปด้วยแหวนทุกนิ้วโดยมีสายโซ่เส้นบางคล้องเชื่อมกับกำไลข้อมือ

                "เธอจะทำให้ฉันเป็นบ้า ยัยปีศาจ เธอทิ้งแหวนนี้ได้ยังไง" คิระกระซิบขณะปลดกำไลออกจากข้อมือเธอ "ห้ามทิ้งอีก เข้าใจไหม" 

               "ท่านจะคืนให้ข้าเหรอ" เฟลเวียถาม "ท่านไม่ให้มาริ?" 

               คิระสบตาเธอ "ทำไมต้องให้มาริ" 

               "ก็.." ร่างเล็กก้มหน้าลง "ท่านไม่ได้พอใจนางหรอกเหรอ" 

               ความเงียบโรยตัวลง ขณะที่คิระมองเธอเหมือนคาดไม่ถึง เขาเพิ่งเข้าใจเรื่องราวเลาๆ กำไลและแหวนของเฟลเวียถูกปลดออกมาในที่สุด ร่างสูงดึงแหวนเงินหม่นออกจากนิ้วก้อยของตัวเอง ก่อนจะสวมกลับคืนให้เจ้าของเดิม นัยน์ตาสีนิลสวยเลื่อนขึ้นมาสบกับนัยน์ตาสีดำคม

                "...ฉันพอใจที่มันเป็นของเธอ" 

               แหวนเงินหม่นฉายประกายแดงวาบ อักขระที่สลักไว้ยิ่งแจ่มชัดเช่นเดียวกับแหวนบนนิ้วคิระ หยาดน้ำไหลออกจากนัยน์ตาของหญิงสาวอีกครั้งเมื่อได้รับคำยืนยัน ร่างเล็กยืดตัวขึ้น ดึงร่างสูงให้โน้มใบหน้าลงมาเพื่อประทับริมฝีปาก

                "นั่นถือว่าท่านสัญญากับคู่หมั้นแล้ว" เฟลเวียเอ่ยขณะที่คิระเบิกตากว้างอย่างไม่ทันตั้งตัว "และข้าก็จะสัญญา.. ข้าพอใจให้แหวนอยู่บนนิ้วข้าและมันจะเป็นเช่นนั้น" 

               "ต้องจูบสัญญาอีกหรือเปล่า" คิระถามยิ้มๆ ริมฝีปากของหญิงสาวขยับขึ้นเล็กน้อย

                "ก็แล้วแต่ท่านสิ"

                !

                ทันใดนั้น บางสิ่งที่รุนแรงและร้อนราวกับเพลิงกัลป์ก็ระเบิดขึ้นด้านหลัง เรียกให้คิระและเฟลเวียหันไปมอง แสงสว่างสีขาวจัดจ้าราวกับจะพลิกราตรีเป็นทิวาทำให้นัยน์ตาพร่าพราย สายใยสีนวลปรากฏเส้นร่างของร่างสูงที่ชั่วชีวิตคิระก็ไม่มีวันลืมกลิ่นอายอันตรายนี้ได้

                "คะสึมิ?"

                เฟลเวียเอ่ยเสียงแผ่ว ความรู้สึกพลันตีเข้าแสกหน้าเมื่อร่างของชายหนุ่มที่เธอรู้จักปรากฏขึ้นไม่ไกลนักด้วยตามกลิ่นเลือดมาในสายลม คิระก้าวเข้ามาบังเขาไปจากสายตา ไอควันดำแผ่ขยายออกจากร่างสูงราวกับจะข่มเส้นใยขาวสว่าง คะสึมิดูแปลกไป แม้รอยยิ้มปานเทพบุตรนั้นจะคงเดิม แต่กระแสอันตรายจากตัวเขาแรงกล้าจนเลือดในกายเดือดพล่าน ริมฝีปากบางได้รูปเอ่ยขึ้นช้าๆ

                "เจอกันจนได้นะ" นัยน์ตารีเลื่อนมาสบ "แมมมอน"

                บางอย่างในกายคิระปะทุขึ้นมาทันที ความเหนื่อยล้าที่เสียเลือดกลับยิ่งเร้าให้กระหายการฆ่าจนแทบคลั่ง เหมือนเขาอยากจะเห็นเลือดของชายหนุ่มตรงหน้า อยากแทงคัตเตอร์ถลกหนังหน้าหล่อเหลานั่นให้เห็นถึงภายใน เป็นความรู้สึกประหลาดที่แม้แต่เขาก็ยังกลัวตัวเอง

                "นายเป็นใครกันแน่"

                "มิคาเอล" เสียงหญิงสาวตอบแทน น้ำเสียงแข็งราวกับไม่ใช่เสียงเธอ "เทวทูตจอมเทพ ผู้กรีฑาทัพสวรรค์"

                คะสึมิระบายยิ้มเมื่อได้ฟัง นัยน์ตารีมองเฟลเวียเล็กน้อย

                "แต่วันนี้ ฉันมาคนเดียว..เหมือนกับทุกครั้ง"

                สายใยสีนวลถักทอกันเป็นคทาขาวเรืองรองในหัตถ์เทวทูต

                เฟลเวียแสยะเขี้ยว "จะกี่คน ก็ข้ามศพข้าไปก่อน!"

                ร่างบางโจนเข้าใส่พร้อมกับมีดสั้นคมปลาบ ราวกับแมวป่าเข้าขยุ้มคอเหยื่อด้วยความเร็วนรก คะสึมิยกคทาขึ้นกันแต่ไม่โต้ตอบด้วยรู้ว่านี่ไม่ใช่เป้าหมายของเขา

                "อย่า ซาขุยะ"

                "ข้าไม่ได้ชื่อนั้น!"

                ปีศาจตัวเล็กตัวน้อยโจนกันเข้ามาขวาง โดดเข้ารุมเทวทูตแม้จะสลายไปทันทีที่คทาขาวตวัดผ่าน เสียงร้องโหยหวนของพวกมันปลุกสัตว์ร้ายที่หลับใหลในร่างของคิระ ริมฝีปากซีดขบแน่น พยายามควบคุมความร้อนในร่างกายที่พลุ่งพล่าน

                ! 

               ฝุ่นควันทมิฬตลบคลุมแสงสว่าง เสียงเรียกร้องการเข่นฆ่ารุนแรงเกินต้านทาน คิระทรุดลงยันร่างไว้กับพื้น สายลมโหมพัดหน้ากระดาษหนังสือพลิกผ่านร้อยพันตัวอักษรสะท้อนในดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีเทา ทั้งตัวร้อนราวกับจะปะทุ

                เทวทูตปรากฏร่างขึ้นตรงหน้า ปลายคทาแหลมฟันลงมา 

               คิระลุกพรวดขึ้นสวน ฝุ่นควันดำโอบล้อมมือเป็นมนตราชั่วร้าย

                เคร้ง!!

                ดาบยาวปรากฏขึ้นในมือท่ามกลางไอควัน ปะทะคทาขาวจนคะสึมิสะท้านจากปลายนิ้วที่จับมันไปทั่วร่าง กลิ่นอายรุนแรงทำให้ขนลุกชัน 

               "อย่ายุ่งกับราชินีของข้า"

                เสียงเหี้ยมเกรียมและนัยน์ตาสีเทาทำให้เฟลเวียชาเหมือนถูกสายฟ้าฟาด ใบหน้านั้น..ใบหน้าของคิระที่ซ้อนทับกับความฝัน กลิ่นอายที่ทำให้ปีศาจทั่วสารทิศแห่กันมาศิโรราบ

                "เดเมี่ยน!"

                เฟลเวียร้องออกไปอย่างสุดกลั้น เพียงแค่เสี้ยววินาทีก็พอ..ขอแค่เพียงแวบเดียวที่นัยน์ตาสีเทานั่นสบมองเธอเต็มๆตา 

               นัยน์ตาคู่นั้นหันมามองเธอ ราวกับบาดลึกเข้าไปในหัวใจ 

               เจอแล้ว...

                คะสึมิกระชับอาวุธในมือ "เพิ่งได้พบคู่หมั้นหรือ หลังจากถูกฆ่ามาตั้ง...กี่ชาตินะ" น้ำเสียงนั้นยังคงเรียบนุ่มราวกับพูดถึงดินฟ้าอากาศ คิระแสยะยิ้ม 

               "เพราะงั้น ชาตินี้ข้าจะไม่ถูกฆ่าอีก"

                "ได้ข่าวว่าชาติที่แล้วก็พูดแบบนี้"

                เคร้ง! เคร้ง! 

               ร่างสูงทั้งสองประมือกันอย่างรวดเร็ว เสียงโลหะปะทะกันผสมผสานไปกับเสียงระเบิดมนตรา คิระตวัดมือเป็นงูใหญ่พุ่งเข้าฉก คะสึมิแบมือให้ดวงแสงลุกพรึ่บ ส่องสาดกระทบงูใหญ่ให้บิดตัวเร่าด้วยความปวดแสบปวดร้อน มันสะบัดหัวส่ายไปมาก่อนจะมอดไหม้

                "ยอมแพ้เถอะเดเมี่ยน จะได้ไม่ตายอย่างทรมาน"

                "ไม่มีทาง"

                "ไม่ยอมแพ้สักครั้งเลยนะ เช่นนั้นก็เสียใจด้วย"

                !

                คทาขาวตวัดเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว ใบมีดเฉือนผ่านไปที่ไหล่ของคิระซึ่งหลบไม่พ้น 

               "คิระ!!" 

               สีแดงฉานซึมวาดเป็นทางขณะที่ร่างสูงล้มลง กระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าคะสึมิที่ก้าวเข้าไปใกล้หมายจะแทงซ้ำ

                คทาขาวส่องประกายจัดจ้าท่ามกลางความมืดมน สะท้อนอยู่ในดวงตาสีเทาของคิระที่นอนรอความตาย ความหนาววิ่งวูบเกาะกุมร่าง เขาเสียเลือดมากเกินไป.. ไม่ว่าครั้งใดที่ประมือกับมิคาเอลจะต้องเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ...และปราชัย

                นัยน์ตาสีเทาเริ่มแปรเป็นสีดำสนิทเช่นเดียวกับความมืดรอบกาย คทาของเทวทูตแทงลงมา เฟลเวียกรีดร้อง ร่างบางโจนเข้ามาหาคิระ ร่างของหญิงสาวที่วิญญาณของเขาเกิดและตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อรอที่จะได้เจอ หากคงเป็นโชคชะตาของเราที่ไม่อาจบรรจบกันใช่ไหม.. โชคชะตาของปีศาจร้ายที่ต้องถูกกำจัดให้สิ้น..

                ริมฝีปากพยายามขยับเป็นคำพูดทว่ากลับไม่มีเสียงออกมา

                เธอคงอยู่ไกลเกินไป ถึงไม่ได้ยินคำที่ฉันอยากจะพูดออกมา... 

               แต่รู้ใช่ไหม ยัยปีศาจ..

                และฉันเองก็รู้...เธอก็รักฉันเหมือนกัน... 

 

 

*/

2009/Apr/05

A Silent Word

                 เอมุนิลพองขนจนชี้ตั้ง ขู่แมวสีดำปลอดที่อยู่ตรงหน้าในลำคอ กรงเล็บแหลมกางออกเต็มที่พร้อมกับหางที่แกว่งไปมาอย่างดุร้าย

                เฟลเวียหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นเอมุนิลตะปบได้เพียงอากาศ ขณะนี้หญิงสาวกำลังเล่นสนุกแก้เซ็งโดยการเสกเวทเป็นแมวเข้าสู้กับเอมุนิล แน่นอนว่าเอมุนิลไม่สามารถไล่ทันสิ่งที่เกิดจากเวทได้อยู่แล้ว ท่าทีประหลาดใจเวลาโจนเข้าใส่คู่ต่อสู้แล้วล้มกลิ้งอยู่บนที่นอนเพราะแมวเวทหายไปอยู่ด้านหลังดูตลกๆ 

               "แกล้งสัตว์ไม่ดีนะ"

                เดเมี่ยนเอ่ยขึ้นทั้งๆที่ตายังจับอยู่ที่หนังสือในมือ เฟลเวียเงยหน้า

                "เอมุนิลไม่ใช่สัตว์นี่นา"

                "งั้นเจ้าเรียกร่างภูตบริวารตนนี้ว่าอะไรถ้าไม่เรียกแมว" เดเมี่ยนวางหนังสือลงและเอียงคอมองเอมุนิลพยายามใช้เวทของภูตเข้าจัดการ เขาส่ายหัวเล็กน้อย ยังไงเอมุนิลก็ต้องแพ้อยู่วันยังค่ำเพราะภูตบริวารไม่มีทางต่อกรกับเจ้านาย -- ตัวเล็กของเขาเล่นไม่แฟร์เอาเสียเลย "เล่นกับข้าไหม"

                คำชวนทำให้เฟลเวียแปลกใจไม่น้อย "ท่านเนี่ยนะจะเล่น" 

               "ลองไหมล่ะ ข้าไม่ได้เล่นอะไรแบบนี้มา... กี่ร้อยปีไม่รู้" 

               "แก่จริงๆ" เฟลเวียแลบลิ้น เดเมี่ยนเลิกคิ้วก่อนเอ่ยย้อน

                "เตี้ยจริงๆ"

                "ชิ! มาสิ" หญิงสาวทำให้แมวเวทสลายไป ก่อนจะอุ้มเอมุนิลที่สงบลงมาไว้บนตักและสั่งให้มันอยู่นิ่งๆ เดเมี่ยนขยับยิ้ม ย้ายตัวเองจากเก้าอี้มานั่งบนเตียงตรงข้ามกับเฟลเวีย หญิงสาววางมือทั้งสองข้างทาบบนที่นอนและยกขึ้น ฝุ่นควันปรากฏขึ้นเป็นแมวดำที่ดูปราดเปรียวกว่าเดิม เดเมี่ยนหัวเราะเบาๆเมื่อสัมผัสไอควันของนา

                "ข้าต่อให้มือเดียวก็แล้วกัน" เขาวางมือซ้ายลงบนที่นอน พลันงูสีดำตัวเล็กๆก็เลื้อยออกมาจากแหวนเงินหม่นบนนิ้วนางซ้าย ดูตัวผอมเล็กแต่ไม่ค่อยน่าไว้ใจ "เริ่มก่อนไหม ราชินี" 

               "ทำไมต้องเป็นงูล่ะ" เฟลเวียว่า

                "แล้วทำไมต้องเป็นแมว หืม?" 

               ป่วยการจะเถียง เฟลเวียโบกมือให้แมวดำโจนเข้าใส่หมายจะตะปบ เอมุนิลแยกเขี้ยวกับภาพตรงหน้า มันอาจกำลังสะใจที่เห็นว่าแมวล่องหนนั่นกลายเป็นฝ่ายตะปบแล้ววืดบ้าง งูเล็กเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับไหลเลื้อยไปได้ทุกที่โดยเดาทิศทางไม่ถูก แมวของเฟลเวียตัดสินใจนั่งลง ตามองตามงูที่เลื้อยวนไปมาตรงหน้าเหมือนจะยั่ว

                เดเมี่ยนละสายตาจากเกมเล็กๆตรงหน้าไปจัดหมอนด้านหลังตรงหัวเตียงให้สบายเพื่อจะได้นั่งพิง แมวของเฟลเวียชิงโอกาสที่อีกฝ่ายไม่ได้ระวังเต็มร้อยตะปบลงทันที

                กรงเล็บยึดเข้าที่หาง งูเล็กพลิกกลับมาฉก เฟลเวียอุทานเบาๆ เมื่อเห็นเขี้ยวงูทรงดาบยาวไม่สมตัวฝังลงเต็มๆจมูกแมวดำปลอด มันร้องลั่นและโดดหนีมาหลบหลังนาง เดเมี่ยนหัวเราะเมื่อหันมาอีกครั้ง

                "กะจะเล่นทีเผลอเหรอ ตัวเล็ก" 

               เฟลเวียเบะปาก ใครจะรู้เล่าว่าขนาดต่อให้ก็ยังร้ายขนาดนี้ "ใจร้ายนี่.. งูสู้กับแมวได้ไง ข้าเสกพังพอนไม่เป็นด้วย" 

               "งั้นเอาตัวอะไร กระต่ายไหม" งูเล็กแปรสภาพเป็นกระต่ายดำ "หวานกว่านี้ก็ได้นะ" เดเมี่ยนโบกมือเป็นวงกลม กระต่ายขนสีดำกระโดดหมุนตัวกลายเป็นสีขาวปุกปุย ปลายหูยาวเป็นสีชมพูอ่อน

                "โอ๊ย มันน่ารักมากเลย ท่านทำได้ไงน่ะ" เฟลเวียอดยิ้มไม่ได้ กระต่ายน้อยน่ารักน่ากอดสุดๆ เดเมี่ยนขยับยิ้มมุมปาก มันกระโดดดิ๋งๆเข้าไปหาเธอและทำจมูกฟุดฟิดๆ หญิงสาวอุ้มมันมาหอมมากอด

                "พอได้แล้ว นั่นตัวผู้นะ" เดเมี่ยนว่า เฟลเวียหัวเราะเสียงใส

                "บ้ารึเปล่า ขนาดเวทตัวเองแท้ๆยังหึง" นางว่าแต่ก็วางกระต่ายลง ก่อนที่ดีไม่ดีมันจะต้องกลายเป็นตัวเมีย(หรือกะเทย)ถ้าเธออุ้มมันนานกว่านี้ 

               "ใครหึง.. เจ้าจะเล่นต่อไหม" 

               "เล่นก็ได้" เฟลเวียวางกระต่ายลง เรียกแมวดำของนางกลับมาอยู่ตรงหน้า คราวนี้ค่อยรู้สึกว่าตัวเองมีโอกาสชนะขึ้นมาหน่อย นัยน์ตาสีนิลแดงเป็นประกาย "ถ้าท่านแพ้.. ยอมรับนะว่าตัวเองหึง บอกรักข้าด้วย" เจ้าหล่อนพูดและหัวเราะ เดเมี่ยนยิ้มมุมปาก

                "แล้วถ้าข้าชนะ?"

                "ก็ไม่ต้องพูดไง ท่านอยากได้อะไรอีกล่ะ" เฟลเวียตอบง่ายๆ เดเมี่ยนหัวเราะหึๆ

                "เดี๋ยวก็รู้"

                ขาดคำ แมวสีดำปลอดของเฟลเวียก็โจนเข้าใส่กระต่ายน้อย ตามด้วยภาพที่สยดสยองที่สุดที่เฟลเวียเคยเห็นมา

                ! 

               กระต่ายน้อยอ้าปากออกกว้าง ฟันหน้าเล็กๆสองซี่กลายเป็นเขี้ยวแหลมเต็มปากสองแถวแบบฟันฉลาม ขากรรไกรเปิดออกกลืนแมวดำเข้าไปทั้งตัวราวกับงูเหลือม เสียงกระดูกหักกร๊อบ เหลือแต่หางสีดำโผล่ออกมาจากปากที่กลายเป็นกระต่ายน้อยน่ารักตัวเดิม ไม่นานมันก็มันดูดหางซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่เหลือเข้าไปไม่ต่างจากเส้นก๋วยเตี๋ยว

                เฟลเวียกรีดร้องลั่นไม่เป็นภาษา -- ยอมรับว่าช็อคถึงขีดสุดกับกลโกงที่เหลือจะรับ "ท่าน!! ท่าน.."

                "อะไร" เดเมี่ยนโบกมือให้กระต่าย(?)หายไปเป็นควันอย่างหน้าตาเฉย

                "ช..ชั่วที่สุด! เลวที่สุดดดด.. กรี๊ด!!!" 

               มือขาวสะบัดลูกไฟเล็กๆเป็นสะเก็ดสีเหลืองส้มยิงใส่ร่างสูงตรงหน้าไม่ยั้ง เดเมี่ยนยกมือซ้ายขึ้นเป็นม่านเวทกันอย่างไม่จริงจังนักเพราะมันไม่ทำให้เขาเจ็บ เสียงหัวเราะเบาๆยิ่งทำให้เฟลเวียขัดใจนัก ร่างเล็กไล่เอมุนิลลงจากตักไปที่พื้นได้ก็โดดเข้าใส่ทันทีจนล้มลงไปทั้งคู่

                "นี่ๆๆๆๆ โกงได้น่าเกลียดที่สุดเลย!" มือเล็กกระหน่ำตีทั้งที่คร่อมบนร่างสูง โดยหารู้ไม่ว่าเป็นแมลงที่หลงเข้ามาติดกับ เดเมี่ยนดึงร่างบางเข้ามาใกล้

                "ทำไม แพ้แล้วพาล?" 

               เฟลเวียทุบเขา "ข้าปรับท่านแพ้! กระต่ายบ้านั่นมันไม่ใช่กระต่าย ท่านชั่วร้ายที่สุด!" 

               "ฮ่าๆๆ ขอบคุณที่ชม ข้าก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนดีนี่" 

               "ไม่รู้แหละ ยังไงท่านก็แพ้"

                "นับรอบแรกเจ้าก็แพ้นะตัวเล็ก"

                เฟลเวียเม้มปาก "งั้น..เสมอกันก็ได้" เดเมี่ยนหัวเราะ นัยน์ตาสีดำคมมองอย่างเจ้าเล่ห์ 

               "เจ้าว่าเสมอไม่เสมอ ข้าก็ถือว่าข้าชนะอยู่ดี"

                "เอ๊ะ!"

                ถึงตอนนี้จะผละออกก็ไม่ทันแล้ว เดเมี่ยนรั้งใบหน้านวลเข้ามาประชิด เฟลเวียเบิกตากว้าง มันใกล้เกินไป ใกล้กันจนลมหายใจอุ่นของอีกฝ่ายรินรดใบหน้า เดเมี่ยนไล้เส้นผมที่ปรกอยู่บนแก้มของนางออกก่อนจะหอมเบาๆ

                "ป..ปล่อยนะ"

                "หอมแก้มซิแล้วจะปล่อย"

                "ข้าไม่เชื่อหรอก!"

                "หึๆ ฉลาดนี่ตัวเล็ก งั้นเจ้าน่าจะรู้นะว่าทำยังไงข้าถึงจะปล่อย" มือใหญ่เกลี่ยเส้นผมหญิงสาวเล่นพลางๆ แก้มขาวขึ้นสีระเรื่อ เมื่อคืนยังไม่พออีกเหรอเนี่ย

                "ถ้าจูบแล้วปล่อยเลยใช่ไหม" นางถามย้ำ เขาหัวเราะ 

               "รู้ดีนี่นา"

                "ก็ได้"

                เรียวปากอิ่มโน้มลงแตะกับริมฝีปากบางหมายจะถอนจูบทันทีแต่เดเมี่ยนรู้ทัน มือใหญ่รั้งใบหน้านางไว้และมอบรสสัมผัสลึกซึ้งจนยากจะถ่ายถอน สติสัมปชัญญะที่จะหนีของเฟลเวียอันตรธานไปหมด เดเมี่ยนยิ้มบางกับตัวเองขณะพยายามไม่ให้เขี้ยวของเขาบาดหญิงสาว ตอนแรกเขาก็คิดจะแกล้งเท่านั้น แต่ไปๆมาๆริมฝีปากเล็กๆนี่ก็หวานจนไม่อยากปล่อยเสียแล้ว ร่างเล็กที่ขัดขืนเริ่มไร้เรี่ยวแรงจนเขากอดได้ง่ายๆ...

                เปรี๊ยะ! 

               เดเมี่ยนถอนริมฝีปากขณะที่เฟลเวียสะดุ้ง อะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ภูตบริวารของทั้งสองผ่านม่านเวทเข้ามาในเขตตำหนักโดยไม่ขออนุญาต เดเมี่ยนลุกขึ้นนั่งพาให้หญิงสาวลุกตาม เขาแบมือออกเสกลูกไฟให้ระเบิดพรึ่บเป็นสัญญาณเรียก ภูตบริวารตนหนึ่งปรากฏกายขึ้นในรูปมนุษย์

                "อะไรบุกรุกเข้ามา" 

               "กำลังจับอยู่เจ้าค่ะ" 

               "อยู่ที่ไหน"

                "หน้าตำหนักเจ้าค่ะ" 

               เฟลเวียสวมผ้าคลุมหน้าและลุกขึ้น "ข้าจะออกไปดูด้วย"

                ที่หน้าตำหนักมีเสียงเอะอะ เฟลเวียเขม้นมอง นกอะไรสักชนิดสีขาวบินหลบลูกธนูเวทที่ภูตบริวารยิงมาจากทุกทิศทุกทาง ก่อนที่ข่ายเวทจะถูกเสกขึ้นครอบจับมันลงมาในที่สุด หญิงสาวหายตัวไปเหยียบอยู่เหนือข่าย นั่งยองๆดูนกสีขาวสะอาดที่พยายามกระพือปีก

                "อย่าเข้าไปใกล้" เดเมี่ยนพูดแต่ไม่ทันเพราะเจ้าหล่อนจับมันแล้ว

                "โอ๊ย!"

                เฟลเวียชักมือกลับทันทีที่แตะโดน ผิวส่วนที่สัมผัสนกนั่นร้อนแดง นัยน์ตาสีดำขลับของมันมองนางตาแป๋วราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราว เดเมี่ยนดึงนางออกมาห่างๆ วาดนิ้วเป็นวงกลมให้ความแสบร้อนหายไป

                "บอกไม่ฟัง.. เป็นอะไรไหม"

                "เหมือนโดนไฟลวกน่ะ" เฟลเวียตอบ พึมพำขอบคุณ เดเมี่ยนขมวดคิ้วขณะเพ่งมองนกตัวนั้นอย่างพินิจพิจารณา นกสีขาวบริสุทธิ์ไม่มีจดหมายหรือเศษกระดาษอะไรถูกผูกติดมากับข้อเท้าเดินเตาะแตะไปมาในข่ายเวท ไม่นานมันก็ส่งเสียงร้องคูๆ

                หรือว่า...

                ลางสังหรณ์แวบเข้ามา เดเมี่ยนนิ่งงัน ก่อนเรียกเลือดสังเวยเป็นเพลิงร้อนแรง เผานกสีขาวให้กลายเป็นละอองเถ้าถ่าน 

               เฟลเวียอุทาน "ท่านทำอะไรน่ะ!" 

               "เผามันเป็นการตอบรับสาส์นไง" เดเมี่ยนตอบ นัยน์ตาสีอ่อนจางแทบเป็นสีเทา "นกเขา(Dove) สัญลักษณ์ของเทวทูต"

                "หา!"

                 เหล้าน้ำผึ้งอุ่นๆถูกรินลงในจอกเป็นคำรบสอง เคห์ซานยกขึ้นจิบ มองเดเมี่ยนและเฟลเวียที่ท่าทางต่างกันลิบ น้องสาวเขาดูกระวนกระวายขณะรินสุรา ส่วนน้องเขยเขานิ่งสนิท จากที่เป็นเพื่อนกันมาหลายปี เคห์ซานรู้ดีว่าสีหน้านิ่งแบบนี้หมายถึงเดเมี่ยนกำลังกระหายที่จะเข่นฆ่า

                "สรุปว่า..." เคห์ซานหยั่งเสียง "เจ้าต้องไปโลกมนุษย์?" 

               "ไม่เอานะ!" เฟลเวียร้องค้าน ก่อนจะเงียบลงก้มหน้าเมื่อเคห์ซานปรามด้วยสายตา

                "ยังไงก็ต้องไป" เดเมี่ยนตอบเรียบๆ 

               "เจ้าแน่ใจเหรอว่าจะฆ่ามิคาเอลได้" 

               "ถ้าไม่ ข้าก็ไปให้มันฆ่าแทนไง รู้อยู่แล้วล่ะ" 

               "งั้นเจ้าก็ยอมตาย?"

                "ใครก็หนีความตายไม่พ้น"

                เดมี่ยนตอบราบเรียบเช่นเดิม นัยน์ตาสีดำคมสบกับนัยน์ตาสีนิลแดง มั่นคงและแน่วแน่เช่นเดียวกับที่เคห์ซานเคยเห็นทุกครั้งก่อนออกสงคราม เขาผ่อนลมหายใจและหัวเราะหึๆ

                "ให้ตายเดเมี่ยน.. ไม่อยากจะทำให้เลี่ยนหรอกนะ แต่ในฐานะเพื่อน เจ้าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด"

                เดเมี่ยนขยับยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยว "ขอบใจ.. เจ้าก็เหมือนกัน ในบรรดาปีศาจทั้งหมด ข้านับถือและเชื่อใจเจ้ามากที่สุด... น้องสาวเจ้าหลังข้าตายเอาคืนไปได้"

                "นี่..." เฟลเวียพูดไม่ออก -- อย่างกับคืนสินค้า อะไรบางอย่างล้นขึ้นมาจุกที่คอ นางหันไปจับแขนพี่ชาย "เคห์ซาน.. ห้ามเดเมี่ยนสิอย่าให้เขาไป ท่านห้ามเขาหน่อย.."

                เคห์ซานเม้มปาก "น้องสาวที่รัก.. เดเมี่ยนหดหัวซ่อนเทวทูตไปตลอดกาลไม่ได้ เจ้าก็ได้ยินแล้ว" 

               "แต่ว่า.." นัยน์ตาสีนิลสวยหันไปหาเดเมี่ยนที่มองไปทางอื่น มือเล็กจับมือเขาเอาไว้แน่น "เดเมี่ยน ท่านอย่าไปนะ มิคาเอลต้องฆ่าท่านแน่ๆ" 

               "..."

                "ข้าขอร้องล่ะ อย่าทิ้งข้าไปได้ไหม.. เราอยู่ด้วยกันที่นี่ตลอดไปไม่ได้เหรอ" 

               "ไม่ได้.." เสียงแผ่วเบาราวกับสายลมพัดให้เหน็บหนาว "ถ้าข้าไม่ไป ยังไงสักมิคาเอลก็ต้องมา จะหันหลังให้ความตายตลอดไปได้หรือ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ข้าอยู่มานานจนลืมอายุตัวเอง แต่ข้าก็พยายามทำหน้าที่ทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว" 

               น้ำใสๆขึ้นมาคลอในดวงตาสีนิลแดง

                "แล้วข้าล่ะ.." เฟลเวียเอ่ยเสียงสั่น "ข้าจะอยู่ได้ยังไง หา.. เดเมี่ยน ข้าจะทนอยู่โดยไม่มีท่านได้ยังไง.. ท่านแต่งงานกับข้าแล้วต้องรับผิดชอบสิ!"

                "เราอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว" นัยน์ตาสีดำคมเลื่อนมาสบ รอยยิ้มบางอ่อนโยนแต่ดูเจ็บปวด "นั่นเป็นสาเหตุที่เราสองคนใส่แหวน ตัวเล็ก เพราะเราจะอยู่ด้วยกันตลอดกาล.. แล้วทำไมเจ้าจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีข้า ยังมีใครอีกมากมายที่รักเจ้าและจะดูแลเจ้า ทั้งปีศาจรัตติกาล ทั้งเคห์ซาน"

                เขาพยักหน้าไปทางชายหนุ่มที่นั่งฟังด้านตรงข้าม

                "..และถึงข้าจะอยู่หรือตาย ตราบใดที่ยังใส่แหวนนี้ไว้ เราก็จะได้เจอกัน ไม่ว่าข้าจะอยู่ในรูปอะไรก็ตาม" 

               ถ้อยคำยืดยาวจากปากเดเมี่ยนที่ไม่ได้มีบ่อยๆนักทำให้หญิงสาวที่อ้าปากจะเถียงต้องก้มหน้าลง นัยน์ตาสีนิลสวยปิดสนิทซ่อนน้ำตา กัดริมฝีปากและค่อยๆพยักหน้า เดเมี่ยนลูบเรือนผมสีดำยาวเบาๆก่อนจะโน้มใบหน้าลงจุมพิตบนหน้าผากนวลเหนือรัดเกล้าที่คาดไว้

                เคห์ซานวางจอกเหล้า "เดเมี่ยน" 

               "..อะไร"

                "เจ้าได้คิดเรื่องอนาคาเลียรึเปล่า"

                "อ้อ..." เดเมี่ยนทำเสียงรับรู้ในลำคอ เขาหันไปหาหญิงสาวข้างกาย "อืม ไปเอาเหล้ามาเพิ่มหน่อยสิ ตัวเล็ก"

                เฟลเวียรับคำก่อนจะออกไป เดเมี่ยนมองร่างเล็กหายไปสักครู่แล้วจึงพูด 

               "เจ้ามีแผนอะไรอยู่ว่ามาสิ คิดว่าคงอีกนานกว่าเฟลเวียจะกลับมา" 

               "ใช่.. เพราะใครล่ะทำให้น้องสาวข้าต้องร้องไห้"

                "ไปโทษมิคาเอลไป" 

               "เฮ้อ..." เคห์ซานสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย "ทันทีที่เจ้าเหยียบพื้นดินโลกมนุษย์ ข้าคิดว่าสายของเซเรสต้องรู้แน่ หรือไม่ก็อาจรู้อยู่ในเวลานี้แล้วด้วยซ้ำ มันยิ่งเปิดโอกาสให้เซเรสเข้ามาก่อความวุ่นวายในเฮเดส สายของข้าบอกว่ามันรอจังหวะดีๆอยู่"

                ริมฝีปากบางยิ้มเหยียด "หึ ต่อให้มันยกทัพถ่อมาจากอนาคาเลีย เสด็จพ่อข้าก็ไม่มีวันแพ้"

                "ข้ารู้ แต่มันเป็นโอกาสดีสำหรับข้าไม่ใช่หรือที่จะตัดหัวมัน เพราะข้าบุกเข้าอนาคาเลียไม่ได้อยู่แล้ว" 

               เดเมี่ยนจ้องหน้า เขาไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ.. "เจ้าคิดว่าเซเรสจะยอมให้ตัดคอง่ายๆ?"

                "ข้ายังไม่เคยแพ้มัน" เคห์ซานตอบสั้นๆ เดเมี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า

                "ได้ ข้าจะเป็นตัวล่อให้.. เจ้าอยากให้ข้าไปวันไหน"

                "เอ่อ... ถ้าวันที่เหมาะที่สุดก็ควรจะพรุ่งนี้เลยเพราะภูตบริวารของเราสองคนรวมตัวกันพอดี.."

                เคห์ซานพูดอย่างลังเล แน่นอนมันเป็นวันเหมาะสม ทั้งยังไม่เลยกำหนดสามวันของซาตานด้วย แต่เขาไม่ได้อยากให้เดเมี่ยนตายพรุ่งนี้ มันเร็วเกินไป!

                เดเมี่ยนหลุบตาลง ภูตบริวารที่ใช้ออกรบของเขาและเคห์ซานกลับจากเขตแดนของทั้งคู่มารวมตัวกันเดือนละครั้งเพื่อซ้อมรบพร้อมกัน ครบกำหนดพอดีวันพรุ่งนี้ เนื่องจากทั้งสองใช้เวทสร้างมันขึ้นมาร่วมกัน ..คิดแล้วก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเขาสองคนสร้างขึ้นมา ทั้งอาคมประตูนรก มนตราบังคับบงการสิ่งมีชีวิตเล็กๆให้มาเป็นสายข่าว ฯลฯ มากมายจนจำได้ไม่หมด

                หากปีศาจรัตติกาลมีเฟลเวียเป็นลูกคนแรกเลย เดเมี่ยนก็อาจไม่ทรงอำนาจกว้างขวางเท่านี้

                บางทีอาจถึงเวลาตอบแทนมิตรภาพ..ซึ่งเขาก็เต็มใจอย่างยิ่ง

                "งั้นข้าก็จะไปพรุ่งนี้"

                น้ำเสียงนั้นบอกว่าตัดสินใจแล้ว เคห์ซานหลบสายตา การจะสูญเสียเพื่อนคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กเลยแม้สำหรับปีศาจโฉดชั่วอย่างเขา 

               "น่าเสียดาย... พรุ่งนี้คนที่จะช่วยข้าตัดคอเซเรสกลับไม่ใช่เจ้า" 

               "หึ ใช่ เรารุมภูตผีปีศาจด้วยกันมาเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ หวังว่าพรุ่งนี้ คนที่ช่วยเจ้าคงไม่พลาดนะ ลูกแกะอุตส่าห์มาถึงถ้ำหมาป่าแล้ว อย่าให้หลุดไปล่ะ ข้าอายแทน" 

               เคห์ซานฝืนขยับยิ้มบางให้เพื่อนที่ยังไม่วายปากดี "เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ!" 

 

                วันรุ่งขึ้น

                ร่างสูงนั่งอยู่บนเตียง ไล้ใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังหลับใหล ร่างบางยิ่งดูขาวสว่างขึ้นเมื่อแสงจากนอกหน้าต่างสาดเข้ามาจ้าขึ้น เขานั่งอยู่อย่างนี้ตั้งแต่ยังมืดสลัว จนกระทั่งดอกไม้น้ำในสระคลี่กลีบแย้มแสงสีนวล

                เวลาตายใกล้เข้ามาทุกที... 

               ริมฝีปากบางประทับลงที่หน้าผากเธอ ไล้ไปที่เปลือกตา แก้ม จมูก ริมฝีปาก.. จดจำทุกสัมผัสของหญิงสาวดังที่เขาทำมาตลอดทั้งคืน ราชินีของเขา.. ชายาของเขา..

                ที่รักของเขา.. 

               นัยน์ตาสีดำลืมขึ้นช้าๆ กลิ่นหอมๆจากเรือนผมสีดำยาวลอยมาเตะจมูก เท่าที่จำได้.. เขายังไม่เคยบอกรักนางเลยสักครั้ง น่าแปลก..ความรู้สึกทั้งหมดที่มีจะสามารถบรรยายไว้หมดในคำรักสั้นๆพยางค์เดียวอย่างนี้ได้งั้นหรือ คำที่อยู่ในใจมาเนิ่นนานแต่กลับแสนยากที่จะพูดออกไป ถ้ามันพูดง่ายก็คงไม่พิเศษไม่ต่างจากคำอื่นทั่วไปใช่ไหม

                "ข้ารู้ว่าเจ้ารู้ ตัวเล็ก"

                แหวนเงินส่องประกายวาบขึ้นมา บ่งบอกว่าหญิงสาวก็รู้สึกเช่นเดียวกับเขา มนตราของซาตานเชื่อมผู้ที่ใส่แหวนถึงกันเสมอ และเดเมี่ยนก็ไม่กลัว หากต้องตายด้วยน้ำมือเทวทูตซ้ำแล้วซ้ำเล่ากี่ร้อยพันชาติก็ตาม 

               เพราะไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องหาเฟลเวียเจออย่างแน่นอน

                "อืม..."

                เฟลเวียขยับตัว นัยน์ตาสีนิลแดงปรือขึ้นอย่างง่วงงุน แวบแรกนางเห็นเดเมี่ยนอยู่ตรงนั้น ร่างเล็กผวาเข้ากอดไว้ทันทีไม่ให้หายไป อ้อมแขนอบอุ่นกอดเธอไว้แน่นเช่นเดียวกัน ริมฝีปากบางจุมพิตบนเรือนผมสีดำสลวยเนิ่นนานแทนคำร่ำลา พลันร่างสูงก็หายไปเป็นควัน

                "เดเมี่ยน!"

                เฟลเวียผุดลุกขึ้น พบกับความว่างเปล่าขณะที่พยายามไขว่คว้าฝุ่นควันสุดท้ายในอากาศ เดเมี่ยนจากไปแล้ว ไปบนโลกมนุษย์เพื่อต่อสู้ครั้งสุดท้าย แหวนเงินบนนิ้วนางซ้ายของนางสว่างขึ้นมา เป็นสัญญาณว่าเขาก็กำลังคิดถึงนาง

                มือเล็กไล้แหวนเงินไปมา มันอบอุ่นเช่นเดียวกับสัมผัสของชายหนุ่ม เสียงกระซิบแผ่วเบาข้างหูว่าตราบใดที่ยังใส่แหวนนี้ คนที่นางรักก็จะอยู่กับนางทุกหนทุกแห่ง คอยดูแลและปกป้องนางตลอดกาล...

                ร่างเล็กหลุบตาลง "ขอให้จริงเถอะนะ.. ซาตานคุ้มครอง"

                 เคห์ซานชูมือ อีกาตัวเขื่องโฉบลงมาเกาะที่แขนเขา นัยน์ตาดำขลับเหมือนลูกปัดแก้วดูทั้งร้ายกาจและฉลาดหลักแหลมขณะที่มันส่งข่าว ชายหนุ่มส่งสัญญาณเรียกภูตบริวารสองตนมาข้างหลัง นัยน์ตาสีนิลแดงมองเหล่าภูตนักรบในอาณัติของเขาและเดเมี่ยนที่ยืนรวมกันเป็นกองทัพราวครึ่งหมื่น

                "ให้ทั้งหมดเข้าประจำที่แล้วเงียบเสียง" เขาเอ่ยกับภูตบริวารสองตนที่เพิ่งเรียกมา "รอสัญญาณจากข้า" 

               "ขอรับ" 

               ภูตทั้งหมดหายไปเป็นควัน เคห์ซานกวาดสายตามองรอบบริเวณ น้ำตกสีน้ำเงินที่ไหลมาจากโลกมนุษย์เบื้องบนไหลบ่าลงกระทบผืนน้ำแตกซ่า เสียงคำรามก้องของน้ำตกนี่จะกลบเสียงเข่นฆ่าได้แค่ไหนเขาเองก็เดาไม่ถูก

                ขอบโลก ณ จุดนี้เป็นเส้นทางเดียวที่เหล่าปีศาจอนาคาเลียจะปรากฏกาย เนื่องจากภูตผีปีศาจทุกชนิดบนโลกมนุษย์ไม่ได้รับอนุญาตให้รู้ตำแหน่งประตูนรก เพื่อที่เทวทูตจะเค้นคอขนาดไหนก็ไม่มีทางรู้เด็ดขาด ดังนั้นปีศาจบนโลกมนุษย์จึงมาเฮเดสโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ได้โดยตกขอบโลกเท่านั้น ต่างจากปีศาจในเฮเดสที่มีสิทธิ์ผ่านประตูนรก เพราะทุกตนได้สาบานไว้แล้วว่าจะภักดีกับซาตานตลอดไป

                เคห์ซานหัวเราะหึเมื่อคิดเช่นนั้น คำสาบานนั่นตีความได้ง่ายๆ ก็คือจะตายทันทีที่ทรยศ 

               เขาเองก็เช่นกัน... ไม่ว่าจะคิดถึงนางภูตที่เคยมานั่งอยู่ตรงนี้กับเขามากเพียงไร ก็ไม่สามารถแปรพักตร์ไปอยู่กับนางได้ และแน่นอนดึงนางมาภักดีกับเขาก็ไม่ได้... ทุกสิ่งมันผิดพลาดไปหมดตั้งแต่แรกที่เขาตัดสินใจเดินตามนางรำแสนสวยนั่นไปแล้ว

                เราต่างเป็นทาสเช่นเดียวกัน 

               ครืน...

                ม่านน้ำตกแตกออกเป็นสายผิดจากเดิม เคห์ซานยกมือขวาขึ้น เรียกดาบยาวสีดำสนิทออกมา นกดำบนไหล่บินขึ้นฟ้าพร้อมๆกับที่ร่างสูงโปร่งมาปรากฏตรงโขดหินด้านหน้า

                เรือนผมสีขาวประบ่าถูกรวบไว้ด้วยปลอกโลหะไม่ให้เกะกะ ชุดผ้าสีดำเนื้อดีมีเกราะอ่อนด้านในเตรียมพร้อม นัยน์ตาสีเทาหมอกจ้องมองเคห์ซานที่ถือดาบยาวทิ่มลงด้านข้างราวกับอารักษ์ประตูนรก มันฉายประกายหยั่งรู้

                "บุตรแห่งปีศาจรัตติกาล" เซเรสวาซาเอ่ยเป็นเชิงทักทาย "ไฉนท่านจึงมาอยู่ที่นี่" 

               นัยน์ตาสีนิลแดงเลื่อนขึ้นสบเสียดสี 

               "ไม่รู้หรือแกล้งโง่" 

               น้ำเสียงบ่งบอกว่าเคห์ซานรู้ว่าเซเรสมีสายข่าวบอกเรื่องโดนล่าหัวในสามวัน และรู้ว่าสิ่งที่เขาจะกำลังจะทำคืออะไร เซเรสหัวเราะหึ ดาบยาวใสบริสุทธิ์เป็นแฉกแหลมคมราวกับแท่งน้ำแข็งปรากฏขึ้นในมือ ภูตอนาคาเลียปรากฏกายด้านหลังเป็นกองทัพ

                "ฆ่ามัน"

                คำสั่งห้วนสั้นชัดเจน ภูตนับสินโจนเข้าหมายสังหารในทันที เซเรสพุ่งดาบปะทะแทง เคห์ซานแสยะเขี้ยว                "ตาขาว" เสียงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเหยียด "ฝีมือแค่นี้ เลยต้องใช้วิธีหมาหมู่?" 

               เซเรสชักสีหน้าเมื่อถูกปรามาส ทว่าเวทร้ายกาจของเขาไม่สามารถใช้ได้ที่นี่ ที่ที่ร้อนที่สุดจนหิมะพันปีก็ต้องละลาย ไม่อย่างนั้นของเหลวในกายเคห์ซานทุกหยดก็อาจกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา "สำหรับผู้ชนะ..มันไม่สำคัญหรอก!"

                เคห์ซานหัวเราะเย็นเยียบให้คำพูดที่ฟังดูหยิ่งทะนง ความมืดในสายเลือดปีศาจรัตติกาลเริ่มทำให้เขากระหายเลือด นัยน์ตาสีนิลคมกลายเป็นสีแดงฉาน อยากรู้นักเลือดของภูตอนาคาเลียจะหวานสักแค่ไหน... 

               "มาเท่าไรก็ตายให้หมด!!"  

               เส้นใยสีนวลพุ่งเข้ารัดข้อมือใหญ่จากด้านหลัง ร้อนฉ่าราวกับจะเผาไหม้ เดเมี่ยนสะบัดมือให้มันระเบิดกลับไปหาเจ้าของขณะหันมา เลือดในกายเดือดพล่านเหมือนถูกเปิดสวิตช์ให้วิญญาณร้ายที่หลับใหลตื่นขึ้น นัยน์ตาสีดำอ่อนแสงลงเป็นสีเทาควันไฟ ร่างสูงที่มีรัศมีเจิดจรัสตรงหน้าส่งรอยยิ้มอบอุ่นราวกับแสงตะวันแม้กำลังถือคทาปลายแหลมที่คร่าชีวิตปีศาจมาแล้วนับไม่ถ้วน 

               มิคาเอล 

               นัยน์ตาสองคู่สบประสานกับศัตรูตามโชคชะตาที่เพิ่งได้พบเห็นเป็นครั้งแรก เดเมี่ยนมองร่างสูงตรงหน้าหัวจรดเท้า มันเหมือนกำลังมองภาพที่ตรงกันข้ามกับตนเองอย่างสิ้นเชิง นัยน์ตาสีดำคมหยุดลงที่ปีกนกสีขาวบริสุทธิ์

                "เจ้าหรือแมมมอน" 

               คำเอ่ยจากเทวทูตซึ่งไม่มีค่าควรจะตอบสำหรับเดเมี่ยน ดาบยาวคมปลาบปรากฏขึ้นในมือขณะที่ร่างสูงโจนเข้าใส่ด้วยความเร็วนรก

                เคร้ง!!

                ดาบยาวถูกสกัดไว้ได้ด้วยคทา ก่อนจะกลายเป็นฝ่ายรับเมื่อมิคาเอลบุกเข้าเป็นชุดๆ การเคลื่อนไหวทั้งรวดเร็วและพลิกพลิ้วอย่างสง่างาม เดเมี่ยนถอยรับและพุ่งเข้าจ้วงแทง ปลายดาบตวัดเฉือนเรียกเลือดสีสดกระเซ็นออกจากปีกข้างหนึ่งของมิคาเอล

                ...เทวทูตต่อสู้ด้วยท่วงท่าสวยงามดุจสมรภูมิอันทรงเกียรติของนักรบกล้า ในทางกลับกัน การฆ่าของปีศาจไม่มีแบบแผนชวนมองอย่างสัตว์ร้าย...

                "กลายเป็นพวกตกสวรรค์แล้วสิ" เดเมี่ยนเอ่ยเสียงเย็น แวบนั้นราวกับภาพของลูซิเฟอร์ที่หักปีกตนเองทิ้งข้างหนึ่งซ้อนทับเข้ามา ไอทมิฬแผ่กระจายปะทะกับเส้นใยสีนวลเรือง มิคาเอลกุมคทาแน่น ร่างสูงโจนขึ้นเหนือเดเมี่ยนพร้อมกับปลายแหลมของคทาที่พุ่งลงมา

                "แด่พระเจ้า!" 

               แสงสว่างเจิดจ้าราวกับพรจากสวรรค์ เดเมี่ยนเงยหน้า ปาดดาบลงที่ฝ่ามือเรียกเลือดสีเข้มกระฉูดออกเปื้อนพื้นดินเป็นวง พยัคฆ์ใหญ่พุ่งสวนเข้าหามิคาเอลอย่างฉับพลันด้วยมนตราซาตาน คทาปลายแหลมของเทวทูตแทงพลาดไปที่ลำตัวไม่ใช่หัวใจ เลือดยิ่งไหลหลั่งสังเวยแด่เจ้าอเวจี 

               เดเมี่ยนเข้าปะทะหมายฟาดฟันอีกฝ่ายให้สิ้น ขนนกเปื้อนเลือดฟุ้งกระจายดุจปีศาจเริงระบำ ร่างทั้งสองหายวูบไปด้วยความเร็วจนเห็นเป็นเพียงเงาเลือนๆ มิคาเอลแตะหน้าผากก่อนจะสะบัดมือ

                ฉึก!! 

               ความเจ็บแปลบเกิดขึ้นที่ไหล่ขวาจนเดเมี่ยนร้องออกมา กริชสั้นตราลายกางเขนปักเข้าจนมิดด้าม มือใหญ่กระชากมันออกทันทีและโยนทิ้งไป บาดแผลลึกแสบร้อนเหมือนจะปะทุออกมา มันไหม้เกรียมด้วยอาวุธศักดิ์สิทธิ์จนทั้งแขนขยับไม่ได้ กระทั่งมือที่จับมันดึงออกก็ยังร้อน เดเมี่ยนเปลี่ยนมาถือดาบด้วยมือซ้าย ปากท่องอาคมสังเวยเลือดทั้งหมดที่ไหลออกจากร่างของเขาไม่หยุด

                ดับทิวา เปิดราตรี ปลดปล่อยสัตว์ร้ายที่ถูกจองจำ!

                ความมืดแผ่ออกคลุมผืนฟ้า ประตูนรกเปิดออกอย่างไร้แรงต้านทาน ทำลายทุกอาคมของปีศาจรัตติกาล ภูตผีปีศาจชิงกันออกมาทำร้ายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า สายลมพัดหวน สายน้ำไหลย้อนกลับ ปลุกแม้งูใหญ่ที่นอนนิ่งอยู่ใต้ก้นสระวังซาตานให้กระหายการฆ่า

                ใบหน้าของมิคาเอลไร้รอยยิ้มอีกต่อไป "เจ้าทำอะไรลงไปจะต้องชดใช้"

                เดเมี่ยนหัวเราะ นัยน์ตาสีเทาเป็นประกายวาบ

                "ผู้ที่ทำร้ายข้าก็เท่ากับทำร้ายตัวเอง" เสียงเย็นเอ่ยเหี้ยมเกรียม "และถึงข้าจะต้องลงชีโอล ข้าก็จะลากเจ้าลงไปด้วยกัน!" 

               พื้นดินสั่นสะเทือนแยกออกเป็นร่องลึก เดเมี่ยนถอยออกห่าง เปิดทางให้งูใหญ่ที่เพิ่งตื่นขึ้นมา มันขู่ฟ่อใส่มิคาเอล นัยน์ตาเช่นเดียวกับอสรพิษทั้งหลายที่อาจสะกดให้เหยื่อนิ่งค้างด้วยความกลัวในส่วนลึกของจิตใจที่จำนนต่อความตาย เขี้ยวขาวโง้งคมเฉียบเหมือนมีดเล่มบางที่ตัดผ่านร่างได้โดยไม่รู้ตัว

                !

                มันพุ่งเข้าฉกอย่างรวดเร็ว คทาขาวยกขึ้นรับคมเขี้ยวอาบพิษร้าย เพลิงของเทวทูตซัดเข้าใส่ให้อสรพิษมอดไหม้ มันสะบัดตัวอย่างเจ็บปวด เดเมี่ยนหายตัวไปปรากฏตรงหน้า ดาบยาวฟันลงตรงๆ ก่อนจะพลิกกลับในฉับพลันหมายจะตัดคอ

                "อั้ก....!!!" 

               ปลายแหลมของคทาพุ่งสวนเข้าที่ช่องท้อง จุดสีแดงปรากฏขึ้นที่กลางหลังของเดเมี่ยนก่อนจะขยายออกกว้างราวกับคำสาป ใบมีดทะลุออกมาอีกด้านขณะที่มิคาเอลดันมันลึกเข้าไปเรื่อยๆ ภายในร่างกายที่สัมผัสกับคทาราวกับจะระเบิดไหม้เป็นจุณ เสียงร้องเจ็บปวดทรมานของผู้แพ้ที่ยอมสังเวยทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสิ่งที่เขาต้องการในศึกเกียรติยศครั้งสุดท้าย

                ชัยชนะ!!!

                 สมรภูมิหน้าน้ำตกเหนือชีโอลหยุดชะงักลงเมื่อไม่มีภูตอนาคาเลียดาหน้าเข้ามาต่อในทันที แสดงให้เห็นว่าทัพของเซเรสส่วนที่จัดไว้สำหรับบุกด่านแรกร่อยหรอเต็มทน เคห์ซานหอบหายใจพักเหนื่อย ซากศพกองรายรอบตัวเขาชวนให้คิดถึงตำนานนักรบสามเหล่าของพวกมนุษย์ที่นักรบสามารถฝ่าทัพนับหมื่นออกมาได้ตัวคนเดียว เขาหัวเราะเบาๆ ถ้ามีคนแบบนั้นจริง พรสวรรค์ในการฆ่าก็เรียกได้ว่าส่งตรงจากนรกทีเดียว เพราะตอนนี้ปีศาจอย่างเขายังเหงื่อโซมกาย

                "ว่าไง อยากตายแบบศพไหนข้าจะสงเคราะห์ให้" เคห์ซานเอ่ยเยาะ ชี้ศพภูตอนาคาเลียแทบเท้ารอบตัว เซเรสแยกเขี้ยวขณะสมานแผลที่แขน 

               "แล้วเจ้าจะต้องเสียใจ.. ชีวิตนิมฟีอาเซ่ขึ้นอยู่กับข้า นางเป็นบริวารของข้า" 

               "หึ" เคห์ซานแสยะยิ้ม เขารู้เรื่องนี้ดีก่อนหน้านี้นานแล้วถึงยังยิ้มอยู่ได้ หากได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรกเขาก็เดาสีหน้าตัวเองไม่ถูก "ถ้างั้น...ข้าจะเก็บแรงไว้ฆ่านางเองก็แล้วกัน" 

               มือใหญ่แบออกข้างกายเมื่อสิ้นคำ ระเบิดลูกไฟเป็นมังกรกางปีกออกทะยานหายไปในอากาศ ภูตบริวารของเคห์ซานและเดเมี่ยนพลันปรากฏขึ้นล้อมเหมือนกำแพงกั้น ดันให้ฝ่ายเซเรสต้องถอยไปใกล้หน้าผาเหนือชีโอล นัยน์ตาสีนิลแดงเป็นประกายชั่วร้าย

                "ถึงตาข้าล่ะนะ" เสียงเย็นๆพร้อมกับปลายดาบดำชี้ไปข้างหน้า ออกคำสั่งล้อเลียนด้วยน้ำเสียงหยิ่งๆเช่นเดียวกับที่ได้ยินมาไม่มีผิดเพี้ยน "ฆ่ามัน"

                เหล่าภูตนักรบโจนผ่านเคห์ซานไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มขยับรอยยิ้มขณะมองการฆ่าฟันตรงหน้าราวกับมันเป็นละครร้องรำทำเพลงอะไรสักอย่างที่บันเทิงใจอย่างยิ่ง นัยน์ตาสีนิลแดงหรี่ลง มองเซเรสที่ฆ่าภูตนักรบสามตนในดาบเดียว ท่วงท่าการจับดาบชวนให้ไพล่นึกไปถึงอีกคนที่คล้ายกัน ทว่าพลิ้วยิ่งกว่า สวยงามยิ่งกว่า... 

               ฉับ!

                ใบดาบโค้งตวัดมาทางด้านหลังอย่างรวดเร็วจากทิศทางใดไม่แน่ชัด เคห์ซานก้มหลบ เส้นผมสีดำยาวปอยหนึ่งถูกตัดขาดทิ้งตัวลงกับพื้น ดาบดำยกขึ้นรับดาบโค้งรูปเสี้ยวพระจันทร์ของคนที่กำลังคิดถึง

                "ผมแหว่งไม่ใช่แฟชั่นที่นิยมตอนนี้นะน้องสาว" 

               เสียงเอ่ยนุ่มๆกับหญิงสาวที่หมุนตัวฟันเข้ามาเป็นชุดๆราวกับร่ายรำ เคห์ซานสะบัดดาบ ตัดเอาปอยผมสีทองเป็นลอนสวยเหมือนเอาคืน นัยน์ตาสีม่วงอเมธิสต์ดุดันไม่สนใจเรื่องความงามของร่างกายอย่างที่คิดทำให้เขาแปลกใจนัก นี่ไม่เหมือนนิมฟีอาเซ่...ไม่เหมือนนางรำคนนั้นที่นั่งสางผมและประทินโฉมทั้งที่เพียงแค่ส่งสายตาก็โปรยเสน่ห์จนคนมองแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว

                หรือความงามจะไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับนางอีกต่อไป...

                "แซฟไฟร่า?"

                เคร้ง!! 

               ดาบโค้งของนิมฟีอาเซ่ถูกกดลงกับพื้น นางพลิกข้อมือขึ้นและโจนเข้าใส่อย่างรวดเร็ว ดาบโค้งแทงลงมา เคห์ซานฟาดมันออกไปขณะที่ร่างเพรียวฝังเขี้ยวลงบนคอเขาส่วนที่พ้นเกราะอ่อนออกมา

                อสรพิษนับสิบปรากฏขึ้นจากอากาศและพุ่งเข้าฉกนิมฟีอาเซ่ทันทีที่เขี้ยวขาวได้เลือดของเคห์ซาน นางหายตัววูบ ดาบโค้งเฉือนหลังมือตัวเองเพื่อใช้มนตรามาสู้บ้าง บรรดางูของเคห์ซานตัวเล็กแต่ดุร้ายราวกับงูบนหัวแม่มดเมดูซ่า มันไล่ตามไปทุกแห่งที่หญิงสาวหายตัวไปปรากฏ นิมฟีอาเซ่สะบัดมือเปื้อนเลือดเป็นไฟเผาพวกมันให้สิ้น

                "ท่านขวางทาง เคห์ซาน" นิมฟีอาเซ่เอ่ยเสียงแข็ง "หลีกไป ไม่งั้นข้าจะเผาท่านให้เป็นเถ้าถ่านโปรยลงชีโอล"                เคห์ซานแตะรอยเขี้ยวบนคอ สีแดงสดย้อมปลายนิ้วเหมือนครั่ง

                "เจ้ารู้จักข้าขนาดนี้ ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู"

                หญิงสาวเม้มปาก มือขาวระเบิดเพลิงอเวจีเสียงกึกก้อง ราวกับเรียกนกไฟสยายปีกออกโฉบเข้าหา เคห์ซานวาดมือเป็นครึ่งวงกลม เปิดทางให้น้ำมหาศาลซัดโถมใส่เป็นเกลียว

                ซ่า...

                ไอน้ำฟู่ขึ้นมาเป็นควันสีขาวหลังจากทุกอย่างสงบ เคห์ซานกำดาบดำกระชับเตรียมพร้อม รู้สึกถึงชีพจรบนคอที่เต้นแรงและเลือดที่ทะลักออกมาจากการใช้มนตรา

                ...แต่นิมฟีอาเซ่หายตัวไปแล้ว

                 กระแสจากม่านเวทแล่นปลาบและเสียงเอะอะลั่นทำให้เฟลเวียสะดุ้ง มือรีบสวมผ้าคลุมหน้าให้เรียบร้อยก่อนจะเปิดประตูออกไปหน้าตำหนัก

                ! 

               ภาพที่เห็นทำให้ตกใจแทบจะสิ้นสติ สีแดงอาบย้อมทั่วจนตาพร่า ภูตบริวารของนางนอนตายทับกันก่ายกอง ที่เหลืออยู่พยายามต้านผู้บุกรุกอย่างสุดความสามารถแต่ก็ดูเหมือนว่าฝีมือจะคนละชั้นกันชัดเจน ภูตสองตนมาประกบป้องกันเฟลเวียไว้ขณะที่เพ่งมองผู้บุกรุก

                ร่างเพรียวระหงของหญิงสาวเปื้อนเลือดหลายจุดดูไม่ออกว่าของตนเองหรือของคนอื่นด้วย มือขาวซัดเวทใส่ภูตบริวารที่เข้ามาขวาง เรือนผมสีทองสลวยเป็นลอนเงางามและนัยน์ตาสีม่วงอเมธิสต์ทำให้เฟลเวียนึกได้ถึงคำบอกเล่าของเคห์ซาน

                นี่คือ...นิมฟีอาเซ่!

                เลือดในกายพลันคุกรุ่นเมื่อรับรู้ว่านางภูตตรงหน้าเป็นศัตรูที่หมายจะชิงมงกุฎราชินี นัยน์ตาสีนิลเรืองสีแดงขึ้นมา ยิ่งเดเมี่ยนร่ายอาคมเปิดประตูนรกก็ยิ่งเหมือนวิญญาณปีศาจในกายจะพลุ่งพล่านเช่นเดียวกัน.. นี่คือสนมเก่าของเดเมี่ยนใช่ไหม นางบำเรอที่หลอกลวงทั้งสามีนางทั้งพี่ชาย และตอนนี้ก็กำลังจะฆ่า..นางเอง!

                "ร..ราชินี!?"

                ภูตบริวารร้องตระหนกคล้ายจะห้าม เมื่อเฟลเวียแย่งคันธนูมาจากมือของมัน ใช้เวทสร้างลูกธนูสีดำขึ้นมาจากไอโทสะ มือเล็กสอดลูกธนูผ่านรูตรงกลางและขึ้นสายถูกต้องเป๊ะราวกับอ่านตำรามาแล้วนับพันครั้งแต่ไม่คล่องแคล่วนัก นัยน์ตาสีแดงเพลิงเพ่งมองและเคลื่อนเล็งเป้าหมายอย่างไม่ลังเล ชวนให้ผู้ที่มองหนาววาบกับแววตาที่เปลี่ยนไป

                ไม่ใช่ธิดาปีศาจรัตติกาล แต่เป็นราชินีเฮเดส... 

               ธนูดำพุ่งหวีด เฉียดต้นแขนของนิมฟีอาเซ่เรียกเลือดไหลซึมออกมา นัยน์ตาสีม่วงหรี่ลงอย่างเจ็บใจที่เอี้ยวตัวหลบแต่ไม่พ้น พลันธนูดอกที่สองและสามก็ตามมาติดๆหวังยิงที่จุดตาย

                เคร้ง! เคร้ง! 

               ดาบโค้งรูปเสี้ยวพระจันทร์ยกขึ้นฟันเป็นม่านเวทแข็งแกร่ง ลูกธนูกระเด็นไป ร่างระหงหายวูบก่อนปรากฏขึ้นประชิดเฟลเวียทันที

                หอกคู่ของภูตบริวารที่ขนาบข้างยกขึ้นไขว้เป็นกากบาท กันดาบโค้งไว้อย่างทันท่วงที นิมฟีอาเซ่ประมือกับสองภูตฝีมือเยี่ยมที่เก็บไว้เป็นด่านสุดท้าย ทว่าเสียงแข็งกระด้างยังไม่วายเยาะหยัน

                "อย่าเอาแต่ลอบกัดสิราชินี เก่งจริงก็สู้ซึ่งๆหน้า"

                มีดสั้นเข้าปะทะแทงเมื่อสิ้นคำปรามาส นัยน์ตาสีเพลิงลุกไหม้ เฟลเวียรู้สึกราวกับมีสัตว์ร้ายอยู่ในร่างกาย มันกำลังกระตุ้นให้นางฆ่า นางทนไม่ไหวแล้ว นิมฟีอาเซ่ต้องตายที่นี่ เดี๋ยวนี้!

                นิมฟีอาเซ่แสยะยิ้ม แวบหนึ่งใบหน้างดงามดูหน้าสะพรึง ภูตบริวารลมหายใจขาดสะบั้นด้วยดาบของนางในไม่ช้า

                "ถึงตอนนี้เดเมี่ยนก็มาช่วยแกไม่ได้หรอก!" 

               มีดสั้นของเฟลเวียถูกกระแทกกระเด็นไปในพริบตา ดาบโค้งรูปเสี้ยวพระจันทร์ยกขึ้นหมายจะจ้วงแทง

                เคร้ง!!

                "แต่ข้ามาได้" 

               เสียงเอ่ยจากร่างสูงที่จุดแสงสว่างทางรอดซึ่งกำลังริบหรี่ของเฟลเวียให้ลุกโชติเหมือนได้กองกำลังเสริมนับพัน เคห์ซานยกดาบดำขึ้นกัน ผลักเฟลเวียไปไว้ด้านหลัง

                นัยน์ตาสีม่วงสั่นระริก แสบร้อนไปทั้งอกแต่ก็ขมขื่นราวกับมีสายน้ำไหลหลั่งเบียดดันอยู่ภายใน

                ท่านจะขวางไปเพื่ออะไร มาอยู่กับข้าไม่ได้หรือ.. เข้ากับเซเรส แล้วเราก็จะได้อยู่ด้วยกัน ไม่ต้องจากกันอีกแล้ว...

                ทว่านั่นก็เป็นได้แค่ฝัน ฝันที่เช่นเดียวกับฝันอื่นๆ.. 

               ไร้สาระ!

                นิมฟีอาเซ่โจนเข้าฟาดฟันอีกครั้ง ไม่ว่ายังไงก็เหมือนเคห์ซานจะรับไว้ได้หมด ออกแรงขนาดไหนก็สู้เขาไม่ได้

                "ถอยไป" นางขู่ฟ่อ

                "ไม่มีทาง" 

               "ข้าจะเป็นราชินี" 

               นัยน์ตาคมของเคห์ซานไหววูบ "ทำไมล่ะ... อยู่กับข้าไม่มีความสุขหรือ" นิมฟีอาเซ่กัดฟันแน่น 

               "ความสุขมันหมดไปจากชีวิตข้านานแล้ว รับมือ!!" 

               กระแสเวทรุนแรงระเบิดออกด้วยการสังเวยโลหิตเป็นมนตรา ฝุ่นมหาศาลฟุ้งรอบตัวทำให้เคห์ซานมองอะไรไม่เห็น มันเข้าคอจมูกจนสำลัก เฟลเวียแสบตาไปหมด

                "เคห์ซาน!" นางยื่นมือไปข้างหน้าเพื่อจะหาพี่ชาย

                ร่างนิมฟีอาเซ่หายวับ เข้าประชิดตัวเฟลเวียที่น้ำตาไหลพรากจากฝุ่นละออง 

               ฟุ่บ!

                จู่ๆเฟลเวียก็รู้สึกเหมือนถูกกระชาก ร่างนางกำลังสลายไปเป็นควัน แต่จะหายตัวไปที่ไหนนางก็ยังไม่รู้ ทั้งตัวถูกดึงไปอย่างรวดเร็ว พ้นจากคมดาบโค้งอย่างเฉียดฉิว พ้นจากเฮเดส ผ่านผืนดินและน้ำ คล้ายกับตอนที่ลาซารัสพานางไปยังโลกมนุษย์ สีสันมากมายพุ่งทะยานผ่านไปไม่หยุดขณะที่หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้สาเหตุ

                !

                ทุกสิ่งหยุดชะงักในพริบตา แล้วร่างบางก็ร่วงดิ่งลงราวกับนกถูกยิง

                 "อ..อะ...!!"

                ดาบยาวของเดเมี่ยนเอื้อมแทงไม่ถึงคอของมิคาเอลสั่นระริก มันสั้นกว่าคทา และทางเดียวที่จะดึงมิคาเอลลงชีโอลไปกับเขาก็คือ...

                "อ๊าก!!" 

               งูใหญ่ที่ยังไม่ตายสนิทใช้แรงสุดท้ายพุ่งฉกมิคาเอล เดเมี่ยนฝืนความเจ็บปวดก้าวเข้าหา พาให้คทาแทงลึกในร่างเขาเข้าไปอีก แต่ดาบยาวก็แทงทะลุลำคอของเทวทูตได้ในที่สุด เทวทูตที่กำลังทรุดลงเพราะอสรพิษร้ายและไม่มีทางหนีแล้ว

                "ข้า...ชนะ.." 

               เดเมี่ยนตวัดดาบไปด้านข้าง ตัดให้ศีรษะมิคาเอลขาดกระเด็นไป คทาสีขาวแทงลึกจนทั้งร่างของเดเมี่ยนอาบไปด้วยสีแดงฉาน ร่างสูงล้มลงใช้ดาบยันกายไว้ เลือดกองใหญ่ทะลักออกมาจากปากทิ้งรสคาวปะแล่ม ความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นชาคล้ายกับจะไร้ความรู้สึก

                ชัยชนะ...ที่ไร้ค่า

                เดมี่ยนแค่นหัวเราะแผ่ว คายเอาเลือดของตัวเองออกมาขณะดึงคทาขาวออกช้าๆ มันเผาไหม้ทุกส่วนที่สัมผัสเหมือนบาดแผลจะปะทุ ทว่าผิวกายทั้งร่างกลับเย็นเฉียบราวกับเพียงแค่สายลมก็บาดลึก ..แหวนเงินอาบย้อมด้วยสีแดงเช่นเดียวกับมือซ้าย เขาจูบมัน ไล้เลียรสชาติของเลือดบนผิวโลหะ วิญญาณสัตว์ร้ายในร่างเขากำลังจะจากไปแล้ว สูญสิ้นความเป็นปีศาจเสียที สิ่งสุดท้ายที่อยากจะทำก็คืออยู่กับสัมผัสของแหวนนี้ ขออยู่กับกลิ่นอายแม้เพียงเล็กน้อยของราชินีที่จะส่งเขาไปยังภพหน้า

                ในเมื่อเขาไม่ยอมไปชีโอลแล้ว วิญญาณจะได้ไปผุดไปเกิดบนโลกมนุษย์ที่ไหนกัน จะได้สวมแหวนนี้อยู่อีกหรือเปล่า

                จะยังจำนางได้อยู่ไหม... 

               เดเมี่ยน!” 

               เสียงร้องเรียกชื่อของเขาลอยมาจากที่ไกลแสนไกล ขณะที่ร่างสูงค่อยๆล้มลง เขาไม่มีแรงที่จะยันร่างไว้แล้ว แม้ลมหายใจก็กำลังจะจากร่างกายนี้ไป... ในแสงสว่างอันเลือนราง เขามองเห็นใบหน้าคุ้นเคยมองมาที่เขา ร้องเรียกเขา และน้ำตาที่ราวกับหยาดฝนเปล่งประกาย ริมฝีปากกระซิบบอกถ้อยคำที่อยากให้เขารับรู้มาเนิ่นนาน

                เคยคิดว่าหากคำคำนั้นเอ่ยง่ายดายนัก ก็คงพร่ำเพรื่อไม่ต่างจากคำจากอื่นๆ 

               แต่ในวินาทีนี้จึงได้ตระหนัก...เราต่างตายจากกันได้ทุกเวลา แล้วเหตุใดคำที่ออกมาจากหัวใจจึงจะเรียกว่าพร่ำเพรื่อ?

                เฟลเวีย...

                เลือดที่กบปากคงจะมากเกินไป เจ้าถึงไม่ได้ยินคำที่ข้าอยากจะพูดออกมา... 

 

*