Return
เจ็บ...
เจ็บมาก...
เฟลเวียร้องออกมาเบาๆ หัวใจเธอเต้นเร่าบีบรัดไปหมด เบียดดันสายน้ำให้ปริ่มขึ้นมาเกาะพราวบนขนตา เจ็บร้าวเหมือนถูกบดขยี้
คำสาปของซาตาน...
ร่างบางพลิกตัวขึ้น หายใจเข้าลึกๆขับไล่ความรู้สึกออกไป ไม่รู้ตอนนี้แหวนของเธออยู่ที่ไหน ไม่สิ..เคยเป็นของเธอ เพียงแต่รับรู้ว่ามันพยายามจะดิ้นรนมาหาเธอก็เจ็บไปหมดแล้ว มนตราบังคับให้เธออยากหายตัวไปอยู่ใกล้ๆเดเมี่ยน อยู่ใกล้ๆแหวนของเขา ทั้งที่ตอนนี้เธอไม่ได้สวมแหวนไว้เสียหน่อย!
แสดงว่ามันยังไม่มีเจ้าของใหม่สินะ
นัยน์ตาสีนิลหม่นแสง ..หรือถ้ามันมีเจ้าของใหม่คงจะดีกว่านี้ เธอจะได้ไม่ต้องเจ็บร้าวๆแบบนี้เวลาคิดจมจ่อมกับเรื่องของคิระ
ให้ตาย...เจ็บอีกแล้ว
"เฟลเวีย"
เคห์ซานก้าวเข้ามาใกล้เก้าอี้ไม้ยาวที่เธอนอนอยู่ ตำหนักเล็กไม่มีฝากั้นเหมือนเป็นเรือนสำหรับนั่งเล่นภายในเขตของปีศาจรัตติกาล นัยน์ตาคมจับอยู่ที่ประกายแวววาวที่หางตาเธอ ก่อนจะถอนหายใจ มือใหญ่ลูบผมเธอเบาๆ "..ออกไปเที่ยวไหม น้องสาวที่รัก ข้ารู้จักสวนดอกไม้บนโลกมนุษย์ที่กำลังสวยในฤดูนี้นะ"
เขาพูดเพื่อให้เธอคิดเรื่องอื่น ไม่มีประโยชน์ที่จะย้ำให้จมอยู่กับความนึกคิดที่นำไปสู่ความเจ็บปวด และเขาก็รู้ดีว่าคำสาปของซาตานไม่มีทางลบล้างได้ เฟลเวียยันตัวจากท่านอน ฝืนยิ้มเล็กน้อยที่ทำให้คนมองใจชื้นขึ้น
"จริงเหรอ ก็ดีเหมือนกันนะ"
"อ้อ ข้าให้พวกภูตเอาชุดสำหรับใส่ในงานแต่งงานท่านพ่อมาแล้ว เจ้าจะดูเลยไหม"
เฟลเวียเอียงคอ "ท่านวัดตัวข้าไปตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ รู้ได้ไงมันจะพอดี"
"เทพ" กลับมากวนประสาทอีกแล้ว
เคห์ซานแบมือระเบิดลูกไฟเป็นสัญญาณ ภูตบริวารสองตนปรากฏขึ้นพร้อมกับกล่องสี่เหลี่ยมแบนๆที่ใหญ่พอสมควร เคห์ซานเปิดฝาออก เฟลเวียอุทานเบาๆ ประกายของอัญมณีสีดำสนิทเข้าตา
"นี่..." เหนือชุดกระโปรงมีเครื่องประดับวางอยู่เข้าชุดกัน เธอหยิบรัดเกล้าเงินเส้นบางประณีตที่มีพลอยสีดำทรงหยดน้ำแวววาวสะท้อนแสงไฟขึ้นมาก่อนอื่น เคห์ซานแอบหัวเราะ ว่าแล้ว..ยัยนี่ยังงกเพชรพลอยเหมือนเดิม เรื่องความเจ็บปวดทั้งหลายแหล่มลายไปจากใบหน้าทันที "โอปอล?"
"ใช่ แพงระยำเชียวล่ะ" แม้ปากจะบ่นแต่ชายหนุ่มกลับยิ้มพอใจเมื่อเห็นเธอลองสวม ภูตบริวารเสกกระจกขึ้นมาให้ทันที ภาพรอยยิ้มสวยนั่นทำให้เขานึกถึงวัยเด็กที่นั่งดูน้องสาวแต่งตัว น้องสาวของเขาที่สวยกว่าใครๆแม้จะสวมแค่มงกุฎดอกไม้ใบหญ้า...
"สวยอ้ะ.. แล้วยังมีสร้อยอีก กำไลแขนอีก อ๊ายยย รักเคห์ซานที่สุดเลย!"
"ยัยงก! ไม่สนใจชุดบ้างรึไง แพงระยำเหมือนกันนะ"
"ไหนๆดูซิ" เฟลเวียส่งให้ภูตบริวารสองตนช่วยกันคลี่มันออก ชุดกระโปรงยาวคอกว้างสีดำและขาวปักลายละเอียดในเนื้อตามสมัยนิยม ตรงแขนเสื้อเป็นเพียงชายผ้าสีขาวบางเบาสองชาย จะว่าเป็นแขนกุดก็ไม่ผิด "ก็น่ารักดีนะ.. โอ้โห ผ้าคลุมหน้าสวยจัง"
มือเล็กคลี่ผ้าคลุมหน้ามันระยับออก มันนุ่มลื่นราวกับไหมชั้นดีของจักรพรรดิมนุษย์
"ลองใส่ให้หมดเลยสิ"
"เอางั้นเหรอ.. อย่าดีกว่า" เฟลเวียพูดอย่างลังเล ของแพงๆอย่างนี้พูดตรงๆเธอกลัวทำเสียมากๆ ชอบเอาไว้ดูมากกว่าใส่เอง "ไว้วันจริงข้าจะใส่ฉลองเป็นครั้งแรกก็แล้วกันนะ"
"อืม ตามใจ" เคห์ซานเอนตัวพิงหมอนอิง แขนกว้างพาดบนพนักเก้าอี้คล้ายจะโอบน้องสาวทางอ้อม มองดูเธอสำรวจเครื่องประดับอย่างอารมณ์ดี นัยน์ตาคมอบอุ่นทอประกายอ่อนโยน
เจ้าต้องมีความสุขนะ เฟลเวีย
ในเมื่อเลือกที่จะไม่เป็นราชินีแล้ว ก็อย่าร้องไห้อีกเลย.. ทำสิ่งใดไปแล้ว อย่าได้เสียใจ ทำแล้วเจ้าจะต้องมีความสุข น้องสาวที่รัก..
เสียงร้องของอีกาดังมาจากที่ไกลๆ ก่อนที่นกดำจะโฉบลงมาเกาะที่แขนเก้าอี้ยาวใกล้เคห์ซาน เขายืดตัวขึ้นมาข้างหน้าเล็กน้อย เฟลเวียหันมอง
"ข่าวอะไรเหรอ"
เคห์ซานเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่แล้วก็โบกมือให้อีกาบินหายไป "เรื่องท่านพ่อน่ะ.. เซเรสพาว่าที่เจ้าสาวมาส่งแล้ว ตอนนี้กำลังผ่านเขตน้ำตก"
"เหรอ.." เฟลเวียวางสร้อยคอลง "เราควรไปต้อนรับไหม"
"เจ้าอยากเจอหน้านิมฟีอาเซ่รึเปล่าล่ะ"
เคห์ซานถามเพราะตอนนี้ข่าวเรื่องเฟลเวียถอนหมั้นเดเมี่ยนกำลังดัง ดีไม่ดีที่เซเรสมาในเวลานี้ก็อาจจะเป็นเพราะอยากรู้เรื่องราวแน่ชัดก็ได้ จะว่าไปน้องสาวเขาก็แสบจริงๆ..ถอนหมั้นเดเมี่ยนหลังจากเซเรสตกลงยกนิมฟีอาเซ่ให้ปีศาจรัตติกาล
"หึๆ ไปก็ได้.. ไหนๆก็จะมาเป็นแม่เลี้ยงของเราสองคนอยู่แล้วนี่" นัยน์ตาสีนิลทอประกายแดงชั่วร้าย "นางนั่นคงแค้นใจตายแล้วล่ะมั้งที่ชวดโอกาสแต่งกับเดเมี่ยน"
เคห์ซานส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจ เขาไม่ถนัดเรื่องห้ามผู้หญิงตบตีกันจริงๆ แล้วหลังปีศาจรัตติกาลแต่งงานกับนิมฟีอาเซ่มาอยู่บ้านเดียวกันกับเฟลเวียแล้ว ความสงบสุขจะอยู่ที่ไหน ..แต่สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้ก็คือ..
"ตามใจ ไปก็ไป อย่าเพิ่งหาเรื่องล่ะ เดี๋ยวบรรยากาศมาคุแย่"
...ตามน้ำตลอด เฮ้อ~
ตำหนักรับรองของปีศาจรัตติกาลสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ มีดวงไฟเล็กลอยอ้อยอิ่งไปมาราวกับหิ่งห้อย เสียงดนตรีบรรเลงและเงาขยับวูบไหวของเหล่านางรำบ่งบอกว่าแขกมาถึงแล้ว เฟลเวียขยับผ้าคลุมหน้า ก้าวตามเคห์ซานเข้าไปด้านใน
ภูตบริวารเปิดม่านบางเบาออกให้ที่แต่ละประตู เฟลเวียยิ้มเล็กน้อย อาคมของพ่อเธอยังแข็งแกร่งเหมือนเคย ม่านพวกนี้ดูพลิ้วไหวบางเบาเหมือนใครก็ผ่านได้ง่ายๆ แต่เปล่าเลย กลิ่นอายเวทรุนแรงทุกครั้งที่มันสะบัดลอยมาเตะจมูกเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตไม่ว่าใครก็ไม่อาจล่วงล้ำ
นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เฟลเวียรู้สึกปลอดภัยตลอดมาเมื่ออยู่กับพ่อ เพราะเธอรู้..ถ้าพ่ออยู่ ไม่มีอะไรจะมาทำอันตรายได้ทั้งสิ้น
แต่บัดนี้ ทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว พ่อเธอเชิญศัตรูเข้ามาในบ้าน
"เคห์ซาน เฟลเวีย"
ปีศาจรัตติกาลเอ่ยและขยับยิ้มบาง โบกมือไปด้านข้างให้นั่งอย่างไม่มีพิธีรีตองนัก กลับเป็นเคห์ซานและเฟลเวียที่ค้อมศีรษะลงแตะมือที่หน้าผากอย่างสุภาพ กระแสบางอย่างทำให้เฟลเวียมองไปด้านข้างด้วยหางตา นัยน์ตาสีเทาของบุรุษผมขาวกำลังจ้องมองเธอ
เซเรสวาซา
ร่างสูงดูเหมือนคาสเมียลมากกว่าที่เธอคิดไว้หลายเท่า ทั้งโครงหน้าและนัยน์ตาสีเทา ทว่าดูไม่อบอุ่นอารมณ์ดีอย่างคาสเมียล การพบกันครั้งแรกราวกับมีกำแพงมากั้นกลาง ทั้งเกลียดชัง ไม่ไว้วางใจ หวาดระแวง.. นิมฟีอาเซ่ที่นั่งข้างมองเธอเช่นกัน นัยน์ตาสีม่วงเหนือผ้าคลุมฉายแววโกรธแค้น เฟลเวียมองตอบ รู้สึกสะใจเล็กๆที่นิมฟีอาเซ่ไม่ได้เป็นราชินี แม้ว่าตัวเธอเองก็ไม่ได้เป็นแล้วเหมือนกัน
ให้นางมนุษย์มาริได้เป็นยังดีเสียกว่า
"นี่เซเรสวาซาแห่งอนาคาเลีย นี่นิมฟีอาเซ่แห่งวาดีรัม" ปีศาจรัตติกาลแนะนำ เคห์ซานยิ้มเห็นเขี้ยว เขากับเคห์ซานทักทายกันเพียงเล็กน้อยเพราะรู้จักกันมาแล้ว
"อา ว่าที่มารดาของข้า เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่านะ ยินดีที่ได้รู้จัก" เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆขัดกับรอยยิ้มบนใบหน้าโดยสิ้นเชิง นัยน์ตาสีม่วงของนิมฟีอาเซ่ตวัดมองอย่างดุดันบอกชัดว่าแผลบนแก้มเธอที่โดนเคห์ซานฟันคงเป็นแผลเป็น
"เช่นกัน" นิมฟีอาเซ่ตอบแผ่วเบาบังคับน้ำเสียงให้ปกติ เฟลเวียนั่งลง เอนตัวพิงเบาะปูหนังสัตว์นุ่มๆและเริ่มทานอาหาร ไล่สายตามองผู้ที่นั่งฝั่งตรงข้ามทีละคน ภูตบริวารของเซเรสห้อมล้อมมากมายสมยศเจ้าชายอนาคาเลีย แต่ละตนผมขาวโพลนและผิวซีดเผือกเหมือนก่อเกิดจากหิมะล้วนๆ แม้ดวงตาก็ราวกับผลึกน้ำแข็ง เฟลเวียมองไปเรื่อยๆ ก่อนจะสะดุดที่ร่างหนึ่งซึ่งมีผ้าคลุมหน้า
ร่างระหงสมส่วนอยู่ในอาภรณ์สีขาวไร้ลวดลายปะปนกับภูตอื่นๆ แต่มีขลิบริมด้วยขนสัตว์ นัยน์ตาสีฟ้าใสกระจ่างจับอยู่ที่เซเรสนิ่ง เฟลเวียขมวดคิ้วเข้าหากันช้าๆ กลิ่นอายของสตรีชุดขาวลอยมาแตะจมูก ทำไมเธอถึงได้เหมือน...
!
นัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นพลันเลื่อนมาสบ ราวกับมีพลังบางอย่างพุ่งเข้าแสกหน้า
"อะ..!" เฟลเวียหลุดเสียงออกมาเบาๆ พอดีกับที่นางรำจบเพลงและทุกคนปรบมือพอดี เคห์ซานปรบมือและหันมาหาเธอ
"อะไร" เขาถาม เฟลเวียส่ายหน้าแต่นัยน์ตาสีนิลยังคงฉายประกายตกใจ
ไม่ผิดแน่.. เอเลนมิธรา!
เฟลเวียหลับตาทำใจให้สงบ คนตายไปแล้วก็คือตายไปแล้ว แม้ในนรกภูตผีปีศาจก็ต้องอยู่ในที่ของตัวเอง จะมาหลอกหลอนกันชัดเจนขนาดนี้ได้ยังไงล่ะ เธอคงคิดมากไปเองมากกว่า ภูตอนาคาเลียก็หน้าตาคล้ายๆกันทั้งนั้น เอเลนมิธราไม่มีทางมาอยู่ที่นี่
..เว้นเสียแต่ว่า เธอยังไม่ตาย
ปีศาจรัตติกาลลุกขึ้นยืน เชิญให้ทุกคนไปยังชานริมสระ เฟลเวียลุกขึ้นช้าๆ นัยน์ตาสีนิลแดงจับจ้องอยู่สตรีชุดขาว รอให้คนส่วนใหญ่เดินออกไปแล้วจึงพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือเธอ
"เอ๊ะ!!" ร่างระหงอุทานเบาๆด้วยความตกใจ ก่อนจะสงบลงเมื่อเห็นว่าเป็นใคร "ธิดาปีศาจรัตติกาล"
"ท่านเป็นใคร"
"..ภูตของเซเรสวาซา จับข้าทำไม"
เฟลเวียมองเลยไปด้านหลังให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ก่อนจะเอื้อมมือกระชากผ้าคลุมหน้าสีขาวบริสุทธิ์ออกอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าที่ตื่นตระหนกคือเอเลนมิธราตัวจริงแท้แน่นอน หน้าตาเธอเหมือนเดิมแทบไม่มีผิดเพี้ยนแม้จะผ่านมาเป็นพันปี เฟลเวียปล่อยให้เธอดึงมือออกไปได้ ซาตาน..ใช่จริงๆ เธอยังไม่ตาย!
"เอเลนมิธรา.."
เสียงเอ่ยนามจากเฟลเวียยิ่งทำให้เจ้าของนามตกใจยิ่งขึ้น "รู้ได้ยังไง!" ริมฝีปากสีกุหลาบส่งเสียงขู่ฟ่อ วินาทีต่อมามีดสั้นสองเล่มก็ปะทะกันดังเคร้ง เล่มหนึ่งสลักลายลัญจกรตระกูลปีศาจรัตติกาล อีกเล่มหนึ่งเป็นสีฟ้าครามแห่งเหมันต์อนาคาเลีย
เฟลเวียเปิดผ้าคลุมหน้า
"จะฆ่าข้างั้นหรือ" เฟลเวียถาม "ทำไม ท่านจะทำอะไรถึงต้องระวังตัวนัก"
"เจ้า..." นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววสับสนครู่หนึ่งก่อนจะเบิกกว้าง "เฟลเวีย!? เจ้ายังไม่ตาย.."
"ท่านก็เหมือนกันนี่"
"ใช่.." เอเลนมิธราเอ่ยและเลื่อนสายตาลง "หากข้าตายไปจากประวัติศาสตร์หน้านี้แล้ว ส่วนเจ้ายัง เพราะงั้น..ลืมข้าไปเสีย ข้าไม่มีตัวตนอยู่ที่นี่"
"ไม่! ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่" เฟลเวียฉวยยึดข้อมือเธอไว้ เอเลนมิธราสะบัด ความรู้สึกบางอย่างทำให้เฟลเวียรู้สึกเสียววูบ เอ่ยเสียงแผ่วเบา "คงไม่ใช่..เรื่องคาสเมียลหรอกนะ"
ชื่อนั้นราวกับแทงเข้าตรงจุด นัยน์ตาสีฟ้าเลื่อนลอยเหมือนหวนระลึกถึงวันเวลาเก่าๆ ก่อนจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นและน้ำตา "ข้ากับเซเรสเป็นหนี้ชีวิตเจ้า เฟลเวีย เลิกพูดเรื่องนี้และลืมข้าซะ ได้โปรดอย่าบังคับให้ข้าต้องทำร้ายเจ้า"
"แต่คาสเมียลตายแล้ว.."
"ไม่จริง!" เสียงเรียบนุ่มงดงามแทบจะกลายเป็นกรีดร้องจนเฟลเวียสะดุ้ง "เขายังไม่ตาย ไม่มีทาง! เขาสัญญาแล้วว่าจะอยู่เพื่อข้า ปกป้องข้าไปชั่วนิรันดร์! ในวันนั้นข้าละทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่าง ก้มกราบลูซิเฟอร์และจุมพิตที่เท้าขอเป็นทาส ข้า..ตายไม่ได้ ข้าต้องตามหาเขาให้เจอ.."
เสียงข้างท้ายเครือด้วยอารมณ์ เฟลเวียมองเธอ ความโศกเศร้าขมขื่นและถวิลหาผู้ที่นางรักเกาะกุมหัวใจของเธอมาตลอด เจ็บปวดจนแทบจะเสียสติ ทว่าคนตายก็คือคนตาย...และไม่มีมนตราใดจะสามารถคืนชีวิตกลับมา
"ถึงท่านกับเซเรสให้นิมฟีอาเซ่แต่งงานกับพ่อข้าได้ราชินีใหม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า.."
เฟลเวียเอ่ยก่อนชะงักกึก ลางสังหรณ์วิ่งแวบเข้ามา
"เดี๋ยว... ที่ท่านทำทั้งหมด..ก็เพื่อมาแก้แค้นซาตานรึเปล่า"
นัยน์ตาสีฟ้าตวัดฉับ
เคร้ง!!
มีดสั้นสองเล่มปะทะกันอีกครา ตามด้วยเสียงฟาดฟันกันเป็นชุดๆติดต่อกัน เฟลเวียก้มหลบคมมีดน้ำแข็งสีครามไถลตัวไปข้างๆ มีดในมือไถเถือบนพื้นพรมจนขาดเป็นทาง ร่างระหงของเอเลนมิธราพุ่งตามมาคร่อมกดไว้กับพื้น เฟลเวียรวบรวมแรงที่มีตวัดมีดเฉือนข้อมือเธออย่างแรง
เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังลั่นพร้อมกับของเหลวสีแดงสดไหลรินราวกับสายน้ำ มีดน้ำแข็งกระเด็นไป โลหิตเปรอะเปื้อนผู้ที่อยู่ข้างใต้และพื้นพรมขนสัตว์ เฟลเวียกลับตัวพลิกเอเลนมิธราลงเป็นฝ่ายได้เปรียบ มีดสั้นจ่อที่ลำคอขาว "ที่แท้ท่านเองที่บงการเซเรส ให้ตาย..ตอนนั้นข้าไม่น่าห่วงท่านเลยสักนิด!"
"เจ้ากำลังรับใช้ฆาตกร!"
เปรี๊ยะ!
ทันใดร่างของทั้งสองก็กระเด็นออกจากกันไปคนละทิศละทาง เฟลเวียเงยหน้า ปีศาจรัตติกาลยืนอยู่ตรงนั้น "ท่านพ่อ.."
"เจ้ากำลังทำสิ่งใด เฟลเวีย"
"นางจะทำลายซาตาน ท่านพ่อ พวกเขาเป็นกบฏ!"
เฟลเวียร้อง มองเอเลนมิธรา หญิงสาวผมขาวไม่ใช่คนเดียวกับที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว ไม่มีวันเหมือนเดิมนับแต่ความแค้นของการสูญเสียคู่ชีวิตครอบงำ เซเรสและคนอื่นๆก้าวเข้ามา นัยน์ตาสีเทาฉายความตกใจกับภาพตรงหน้า ภูตบริวารของเขารีบเข้าไปประคองเอเลนมิธราขึ้นสมานแผลให้อย่างรวดเร็ว
"ขออภัยที่เสียมารยาท ดูเหมือนจะมีการเข้าใจผิด" ปีศาจรัตติกาลเอ่ยอย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงเรียบ นัยน์ตาสีนิลแข็งกร้าวมองไปที่ม่านบังประตูข้างๆเป็นสัญญาณขอคุยกับบุตรีสองต่อสอง เฟลเวียพ่นลมหายใจ แล้วจึงรู้สึกได้ว่ามีผ้าคลุมหน้ามาปิดไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ พ่อเธอช่างไวจริงๆ "เคห์ซาน รับรองแขกด้วย"
"ข้าไปด้วย" เคห์ซานทำท่าจะเข้ามาหาน้องสาว แต่ปีศาจรัตติกาลยกมือขึ้นห้าม
เฟลเวียเดินตามพ่อเข้าไปในห้องเล็กที่ภูตบริวารไว้ใช้เตรียมอาหารและเป็นที่เก็บตัวของนางรำซึ่งบัดนี้ว่างเปล่า ปีศาจรัตติกาลมองเธออย่างสงบ
"เจ้าทำอะไรลงไป เฟลเวีย"
"ทำร้ายผู้คิดกบฏ"
"ข้อกล่าวหาที่เจ้าเอ่ยไม่เบาเลยนะ"
"ข้าไม่ได้กล่าวหา" เฟลเวียพูดจริงจัง "ข้ารู้ นางมาแก้แค้นซาตาน นางพยายามจะให้ราชินีคนใหม่ทำอะไรสักอย่างกับเดเมี่ยน"
"แล้ว..." นัยน์ตาสีนิลกร้าวเลื่อนมาสบ เอ่ยเสียงเย็นเยียบ "มันเกี่ยวข้องกับเจ้าตรงที่ใด"
ถ้อยคำนั้นทำให้เฟลเวียนิ่งไปครู่หนึ่ง "ท่านพ่อ..."
"เจ้าไม่เป็นราชินีแล้วไม่ใช่หรือ"
"ข้า..."
"ข้าไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า เจ้าโตแล้ว เหตุใดจึงไม่เข้าใจว่าสตรีไม่อาจอยู่อย่างสุขสบายโดยไร้บุรุษ"
เฟลเวียขมวดคิ้ว "นี่ไม่เกี่ยวกับที่ข้าไม่เป็นราชินีตรงไหน ท่านพ่อ พวกเขาพยายามจะทำลายเฮเดส ข้าไม่ยอมแน่"
"แล้วหากเจ้าถูกสังหาร?"
"ก็ถือว่าพลีชีพให้เฮเดส"
"พลีชีพ? หึ..." ปีศาจรัตติกาลมองไปด้านนอกหน้าต่าง "ข้าไม่เคยคิดให้เจ้ามีชีวิตอย่างนักรบที่เห็นชีวิตตัวเองราคาถูกๆ.. ภูตทหารทั้งหลายไม่เคยเข้าใจเรื่องนี้หรอก พวกเขาทำตามคำสั่งของกษัตริย์ที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า สั่งให้ไปรบก็รบ ให้ไปตายก็ตาย เป็นแค่หมากตัวหนึ่งบนกระดานที่โดนคนอื่นจับเดิน" เขาหันมามองเธอ "เจ้ารู้ไหมข้าเห็นอะไร.. ข้าเห็นเจ้าซมซานกลับมา โดนฤทธิ์คำสาปกรีดแทง เห็นว่าอนาคตอันยิ่งใหญ่สุขสบายในฐานะราชินีของเจ้าหายวับไป เจ้าจะทำอย่างไรกับชีวิตที่เหลือ"
"...ข้า..จะเฝ้าประตูนรกต่อจากท่าน"
"เจ้าอยากทำเช่นนั้นหรือ"
"..."
"ชีวิตมีความสุขกับคนที่เจ้ารักดั่งเจ้าชายเจ้าหญิงในนิทานที่เจ้าพูดไว้ในวัยเด็กนั่น ชีวิตที่ได้เป็นราชินีเฮเดสครองคู่กับเดเมี่ยน ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการหรอกหรือ เจ้าใฝ่หารัตติกาลที่ไร้แสงตะวันตลอดกาลงั้นหรือ"
นัยน์ตาสีนิลสวยปิดลง หยาดน้ำอุ่นๆเคลือบใต้เปลือกตา
"ข้าเลือกแล้ว.. ท่านพ่อ"
มือใหญ่สัมผัสเรือนผมสีดำสนิท ก่อนจะไล้ลงมาแตะเบาๆที่หน้าผาก แวบหนึ่งราวกับเป็นสัมผัสของคิระ หญิงสาวลืมตา ปีศาจรัตติกาลถอนหายใจแผ่วเบา
"ถ้านั่นเป็นสิ่งที่เจ้าเลือก ก็มาอยู่กับข้า และลืมเดเมี่ยน" เขาเอ่ยเสียงเย็นเหมือนเคย "เมื่อน้องสาวเจ้าได้เป็นราชินี เราก็จะยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน ถึงตอนนั้นหากเจ้ายังภักดีกับเดเมี่ยน จะสังหารเซเรสก็ไม่มีใครว่า แต่หากลงมือตอนนี้ ต่อไปเจ้าจะอยู่อย่างไร"
เฟลเวียยกมือขึ้นจับมือบิดาที่เลื่อนลงมาตรงแก้ม เพื่อชีวิตที่เหลือของเธอและพี่ชาย..พ่อเธอก็ยอมทรยศต่อเฮเดส นัยน์ตาสีนิลสวยหม่นแสงลงขณะจุมพิตหลังมือใหญ่
"ข้าจะอยู่กับท่าน"
"อืม.." ปีศาจรัตติกาลเอ่ย น้ำเสียงเย็นนุ่มนวลลง "ข้าไม่ได้คุยกับเจ้ามาตั้งนาน.. อะไรกันที่ทำให้เจ้าทิ้งแหวน เฟลเวีย"
"หึ.." เฟลเวียขยับยิ้มที่ดูไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร อาจคล้ายกับกำลังสมเพชตนเอง "ช่างเถอะท่านพ่อ ไม่นานท่านก็จะธิดาที่เป็นราชินีแทนข้า และข้าก็มีความสุขดีแล้วตอนนี้"
ความสุข... มีความสุขดีงั้นหรือ...
นัยน์ตาสีนิลแข็งกร้าวของปีศาจรัตติกาลทอดลงหลังจากฟังคำตอบ เพราะตัวเขาเองก็รู้ดีแก่ใจ
...ไม่ว่าผู้ใด หากมีความสุขแท้จริงแล้วไซร้ ก็ไม่ประสงค์หันหลังให้แสงตะวัน...
แสงแดดยามบ่ายร้อนแรงเสียจนม่านสีน้ำเงินอมม่วงของหน้าต่างรถทัวร์บังไว้ไม่ได้ มาริขยับตัวนั่งหันมาทางด้านในรถซึ่งอาซึสะกำลังนั่งเล่นเกมมือถือเพื่อหันหลังให้แดด
"ร้อนเหรอมาริ หน้าแดงหมดแล้ว" ยามาโตะเอ่ยขึ้นจากเก้าอี้อีกฝั่งอย่างขำๆ เวลามาริหน้าแดงดูเหมือนใครๆก็อยากแซว
ตอนนี้รถทัวร์ของโรงเรียนกำลังวิ่งไปช้าๆตามทางโรยกรวดเพื่อขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติบนเขา ป้ายบอกทางเป็นระยะๆบอกให้นักเรียนที่นั่งอยู่ในรถมีกำลังใจว่าใกล้ถึงแล้ว ยามาโตะถอนหายใจเล็กน้อย เหมือนมันจะหลอกให้ดีใจเล่นมากกว่า ผ่านมาจะสิบป้ายแล้วไม่เห็นถึงสักทีเลย!
ยามาโตะแกล้งถอนหายดังๆ หวังจะให้เข้าหูเพื่อนที่นั่งข้าง แต่ก็ไม่เป็นผล สองสามวันมานี้คิระดูแปลกไป ไม่เชิงแปลก... เรียกว่ากลับไปเป็นคิระคนเดิมก่อนจะรู้จักมาริดีกว่า เงียบๆ ไม่เข้าร่วมกิจกรรม ไม่นึกถึงคนอื่นมากนัก ช่วงก่อนหน้านี้ยามาโตะคิดว่าคิระดูกระตือรือร้นขึ้น -- หรือว่าจะโดนมาริหักอกหว่า
"คิระ"
ยามาโตะเรียก นัยน์ตาสีดำยังคงมองไปยังหน้าต่างที่เป็นถนนหนทางไม่มีอะไรน่าดู
"เฮ้ย! สนใจฉันหน่อยโว้ย"
"หือ?" คิระหันมา "อะไร"
"เป็นอะไรเนี่ย สองสามวันมานี่ฉันเรียกก็ไม่หัน คุยด้วยก็ไม่คุย อกหักเรอะ"
"คิระเขาไม่อยากมาค่ายมากกว่าน่ะสิ" อาซึสะพูดดังๆ เรียกให้ยามาโตะหันไปมอง "จะสอบอยู่แล้วพวกเรายังต้องมาค่ายอีก เพราะใครเนี่ย ฮะ?"
ยามาโตะทำท่าจะเถียง แต่คิระกลับเอ่ยขึ้นเรียบๆเหมือนไม่รู้เรื่องราว "เพราะใครล่ะ"
"เอ๊า!" อาซึสะมองตาขุ่น วางโทรศัพท์มือถือลงกับตักแรงๆ "เพราะใครล่ะโว้ย ยอดชู้นายไงเล่า"
คิระเลิกคิ้ว "ใครยอดชู้ฉัน"
"ก็ไอ้คนที่เรียกร้องความสนใจนายอยู่นั่นไง ลงชื่อไปค่ายทัศนศึกษาให้พวกเราทุกคน ขอบใจนะ แต่ฉันไม่มีเวลาอ่านหนังสือสอบเฟ้ย!"
"พอเถอะๆ เสียงดังใหญ่แล้วไม่อายเขาเหรอ" มาริรีบห้ามทัพเมื่อเห็นอาซึสะกับยามาโตะกำลังแง่งใส่กันนัยน์ตากลมโตเสมองไปยังคิระที่หันไปมองนอกหน้าต่างเหมือนเดิมไม่มีท่าทีว่าจะสนใจห้ามปราม เธอเองก็รู้สึก..คิระเปลี่ยนไปตั้งแต่วันนั้น เขาไม่สนใจอะไร -- ไม่สนใจเธอ
หรือเพราะเขารู้แล้ว ว่าเธอคิดยังไงกับเขา
ชีตนั่นคงถูกอ่านแล้วสินะ
ไม่ชอบ...ก็คือไม่ชอบ ไม่มีเหตุผลจะอธิบาย
มาริก้มหน้าลง เสียงถอนหายใจแผ่วเบากับตัวเองไม่มีใครได้ยิน เธอก็แค่ละเมอเพ้อพกไปฝ่ายเดียว.. ขณะที่ความคิดจิตใจของเธอพันพัวกับเขา ในขณะที่เธอมองเขาและรู้สึกมีความสุขอย่างมากมาย เขาไม่ได้รับรู้ด้วยเลย คิระก็คงทำดีอย่างนี้กับผู้หญิงคนอื่นๆด้วยเป็นปกติ ไม่ใช่แค่กับเธอ ที่เขาแสดงออกมาชัดเจนอย่างนี้ก็ดีแล้ว...
จะได้ทำใจ... แต่ทำไม แค่รักข้างเดียวลมๆแล้งๆถึงได้เจ็บแปลบอยู่ข้างใน เสียใจ..จนร้องไห้ยังไงก็คงไม่หายง่ายๆ
คนที่โดนบอกเลิกอาจเจ็บกว่านี้หลายเท่า แต่นั่นไม่สำคัญหรอก อกหักทุกครั้ง ไม่ว่าใครก็เจ็บพอกันกับความผิดหวัง
กระนั้น...ชีวิตยังต้องก้าวเดินต่อไป
จะพยายามไม่ร้องไห้อีกแล้ว...
รถทัวร์จอดที่หน้าอุทยานในที่สุด คิระขยับตัว ปีศาจภูตพรายนางไม้รอบๆรถมองเขาผ่านกระจกใสเป็นตาเดียว ไม่ใช่..พวกมันมองมือของเขาต่างหาก มือซ้ายที่มีแหวนเงินสองวงที่นิ้วนางและนิ้วก้อยอยู่ข้างกัน
บางอย่างที่อัดอั้นอยู่ในอกเหมือนจะล้นขึ้นมาอีก ร่างกายบีบรัดราวกับจะพยายามเติมเต็มช่องว่างที่โหวงเหวงในใจ พระเจ้า...คิระอยากจะบ้าตาย ทำไมทุกอย่างมันถึงหดหู่ไปหมด เขาแตะขมับเบาๆ มันปวดตุบๆเพราะนอนน้อย ถ้าเฟลเวียอยู่...เธอคงทำให้หายได้ หรือไม่เขาก็คงไม่ปวดด้วยซ้ำเพราะมีเธอนอนข้างๆก็หลับลง
...ถ้าเพียงแค่มีเธออยู่
นัยน์ตาสีดำเหลือบมองเพื่อนๆที่เตรียมตัวลงจากรถทัวร์ นัยน์ตาของมาริเผอิญหันมาสบก่อนที่เจ้าหล่อนจะเป็นฝ่ายรีบหันหนี ..ไม่ใช่เพราะมาริหรอกที่ทำให้เฟลเวียจากไป ไม่ว่าคิระจะอยากโทษเจ้าหล่อนมากเท่าไรก็ตาม เส้นเชือกแห่งความรวดร้าวสูญเสียกลับรัดเขาแน่นจนดิ้นไม่หลุด ตัวเขาก็รู้ดี..เพราะเขาต่างหาก ถ้าปากเอ่ยไล่ตรงกับใจ ทำไมตอนนี้ถึงจะอยากสัมผัสแม้เพียงฝุ่นควันของเธอ
ไม่นานทุกคนก็ลงจากรถทัวร์เข้าสู่เขตอุทยาน แสงแดดอุ่นและดอกไม้ฤดูหนาวทำให้หลายๆคนลืมเรื่องราวในใจไปชั่วคราว ดอกไม้ฤดูหนาวสีสันไม่จัดจ้านพลิ้วไหวอย่างดอกไม้ฤดูร้อน แต่ก็สวยงามอย่างเข้มแข็งท่ามกลางภูมิอากาศหนาวเหน็บ
"ว่าไง.. ใครจะจดข้อมูลต้นไม้วะ" คิระเข้าไปโอบไหล่เพื่อนฝูงด้วยท่าทีสนิมสนมเพื่อทิ้งฝุ่นควันของตัวเอง เขาเห็นไอดำทมิฬที่ไม่ค่อยปลอดภัยนักในบริเวณนี้ "อย่ามองอย่างงั้นน่ะ..รู้อยู่ว่าลายมือฉันเป็นยังไง"
"ฉันก็ไม่นะเว้ย" ยามาโตะว่า
"แบ่งกันไปเลย แฟร์ๆ"
ในที่สุดก็หารต้นไม้ตามรายชื่อที่อาจารย์สั่งให้ทำรายงานกันและแบ่งให้แต่ละคนอย่างยุติธรรมด้วยวิธีดั้งเดิม -- โอน้อยออก คิระฉีกชื่อต้นไม้ส่วนของตัวเองออกมาก่อนจะหยิบสมุดกับปากกาขึ้นมาเตรียมจด
!
เขาหันขวับไปมองด้านหลังอย่างรวดเร็ว สัมผัสได้ว่ากำลังถูกบางสิ่งจ้องมอง แต่เพียงแวบเดียวความรู้สึกนั้นก็หายไป คิระขมวดคิ้ว ลูบต้นคอที่ยังขนลุกชัน
!
ความรู้สึกอย่างเดิมวิ่งเข้ามาอีกครั้ง คิระหันหลังมองอีกรอบ ขณะที่เพื่อนๆเริ่มเดิมห่างออกไปและเขาหันหน้าหันหลังอยู่ตรงนี้ ที่ที่ควันดำเริ่มฟุ้งกระจายราวกับสร้างเขตแดนล้อมรอบ คิระวิ่งไปยังแหล่งของฝุ่นควัน ไม่ว่าปีศาจหน้าไหนก็ตาม ทำแบบนี้ต้องมีจุดประสงค์..
"ใคร!"
คิระตะโกน มาหยุดอยู่ตรงใกล้ๆกับธารน้ำสายเล็กๆ เจ้าของฝุ่นควันหายไปจากจุดที่เคยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้คิระกล้าตามมาไกลขนาดนี้และเขาก็รู้ดีคือ ฝุ่นควันนี้คล้ายคลึงกับเฟลเวีย
ได้สัมผัสแค่กลิ่นอายก็พอแล้วหรือ...
"ไม่ได้เจอกันนาน"
เสียงไม่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลังเรียกให้หันไปมอง
"จำไม่ได้สินะ เดเมี่ยน"
ร่างสูงในเสื้อคลุมดำสนิทเดินลายแดงเข้มตามขอบนั่งอยู่บนคาคบไม้ของต้นไม้ใหญ่ที่แทบไม่เหลือใบอยู่แล้ว ไอทมิฬแผ่กระจายไปทั่ว เรือนผมสีดำยาวเหยียดตรงถึงกลางหลังและนัยน์ตาสีนิลคมฉายประกายแดงคล้ายกับเฟลเวียจนทำให้คิระชะงักมือที่กำลังจะไล่
"นายเป็นใคร"
ปีศาจร่างสูงทิ้งตัวลงมาตรงหน้า "เคห์ซาน บุตรแห่งปีศาจรัตติกาล" นัยน์ตาเลื่อนลงไปจับอยู่ที่มือซ้ายของคิระชั่วครู่ก่อนจะเลื่อนมาสบ "พี่ชายของเฟลเวีย"
คิระนิ่งงัน ประสาทสัมผัสชาไปชั่วขณะ เฟลเวีย.. พี่ชายเฟลเวีย.. เขารู้จักเธอใช่ไหม
"เฟลเวียอยู่ไหน"
คำถามนั้นหลุดออกไปทันที เคห์ซานเลิกคิ้วกับปฏิกิริยาของเพื่อนเก่าที่มาเกิดใหม่ รอยยิ้มประหลาดแต้มมุมปาก
"ข้าบอกไม่ได้"
"ทำไม" คิระก้าวเข้าหา
เคห์ซานมองเขาอย่างสงบ "นางไม่ต้องการพบเจ้า และข้าก็ไม่ได้รับอนุญาตให้บอก"
คิระหลับตา "ทำไมถึงไม่อยากพบ"
"นางไม่ใช่ราชินีอีกต่อไปแล้ว"
"งั้นนายมาให้ฉันเห็นทำไม" น้ำเสียงดุดันราวกับไม่ใช่ตัวคิระเอง ไม่อยากเจอเขาแต่กลับส่งพี่ชายมา เจ้าหล่อนจะแกล้งเขาหรือยังไง
เคห์ซานขยับมุมปาก นัยน์ตาสีนิลเป็นประกายวาบขณะก้าวมาใกล้
ผัวะ!!
หมัดขวาชกเข้าเต็มๆอย่างตั้งตัวไม่ติด คิระเซถอยหลัง รสคาวเลือดกระจายอยู่ในปาก นัยน์ตาสีดำตวัดมองเคห์ซานที่ยังคงยิ้มมุมปาก แต่เขาคิดว่าเข้าใจว่าเพราะอะไร
"สำหรับทุกคืนที่น้องสาวข้าต้องร้องไห้" เคห์ซานเอ่ยราบเรียบ แม้หมัดนั้นจะไม่เพียงพอกับความเจ็บปวดจากคำสาป แต่ความจริงน่าจะถือเป็นความสะใจส่วนตัวของเขามากกว่า "และก็ยินดีด้วยนะ เพราะจะมีราชินีคนใหม่ที่น่าจะงามยิ่งกว่าเฟลเวียในไม่ช้า ชาติหน้าเจ้าอาจจะได้เจอและถูกใจก็เป็นได้"
"ราชินีใหม่?" คิระทวนคำ ยกมือแตะมุมปากที่มีเลือดซึม
"ใช่" เคห์ซานขยับยิ้มไม่น่ามอง เขี้ยวขาวเป็นประกายวับ "ข้ากำลังจะมีน้องสาวอีกคน และอีกคน และอีกคน มากมายเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่ต้องห่วง เจ้าจะถูกสาวๆรุมล้อมจนเปิดฮาเร็มได้เลย"
"ฉันไม่ได้อยากได้คนอื่น" คิระเอ่ยเสียงหนัก "ทำยังไงเฟลเวียถึงจะกลับมา"
"เจ้าปรารถนาเฟลเวียงั้นหรือ"
นัยน์ตาคมสีนิลแดงราวกับจะบังคับให้เขาพูดเพื่อความแน่ใจ คิระเลื่อนสายตาขึ้นสบ
"ก็แล้วแต่ว่าปรารถนาของนายหมายถึงอะไร"
เคห์ซานหัวเราะหึๆ
"สมเป็นเดเมี่ยน"
ทั้งคู่เงียบกันไป ไม่มีใครพูดอะไรเหมือนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ไม่นานนักก็มีเสียงตะโกนเรียกคิระจากเพื่อนๆ คิระก็เพิ่งนึกได้ว่าเขาไม่ได้จดข้อมูลของต้นไม้ต้นไหนเลย
"เจ้าต้องไปแล้วสินะ" เคห์ซานพูดเรียบๆและทำท่าจะจากไป
"เดี๋ยว!" คิระรีบเรียกไว้ "ฉันจะเจอเฟลเวียได้ยังไง"
รอยยิ้มบางปรากฏที่มุมปากของเคห์ซาน
"มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง.." เขาเอ่ยช้าๆ "ที่ตอบทุกปริศนาของเทวทูตและปีศาจ ถึงแม้มนุษย์จะแปลได้ไม่ตรงนัก แต่คาถาอาคมและแผนที่ส่วนใหญ่ก็ยังใช้การได้"
"หนังสือ... Book of Angels?"
เคห์ซานยิ้มโชว์เขี้ยว ก่อนที่ร่างสูงจะหายไปเป็นควัน ไม่ทันที่จะทำอะไรก็ได้ยินเสียงคนเดินมาใกล้ ยามาโตะตบไหล่เขาเบาๆ
"ไปเหอะ เขาให้ไปข้างในศูนย์วิจัยพรรณไม้ เดี๋ยวจดบรรยายไม่ทัน"
"อือ" คิระพยักหน้า เดินตามยามาโตะไป
ใต้เงาไม้ที่มีเพียงกิ่งก้านไร้ใบปรากฏร่างสูงของเคห์ซานอีกครั้ง เขามองตามคิระจนลับสายตา ก่อนจะเดินแหวกพุ่มไม้และเด็ดดอกไม้สีขาวหอมๆติดมือไว้ ชายหนุ่มข้ามธารน้ำไปอีกฝั่งหนึ่งซึ่งมีต้นไม้ยืนต้นติดๆกัน ไม่นานเขาก็แหวกพงหญ้าสูงออกเผยให้เห็นบึงน้ำใสสะอาดในเขตรักษาพิเศษที่ห้ามคนภายนอกเข้าของอุทยาน
"ไปไหนมาน่ะ"
เสียงกลางๆไม่สูงไม่ต่ำจากร่างเล็กที่ยืนอยู่ในบึงถาม ชายชุดกระโปรงดำพลิ้วไหวอยู่ในน้ำที่มีปลาเล็กๆสีเงินว่ายตอดราวกับเป็นสาหร่าย เคห์ซานไม่ตอบแต่ส่งดอกไม้ในมือให้ด้วยเวท มันลอยไปประดับอยู่บนเส้นผมของหญิงสาวราวกับดวงดาวบนผืนฟ้าสีดำสนิท
"น้องสาวที่รัก รู้สึกไหมว่าเดเมี่ยนอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้" เคห์ซานถามเปรย เฟลเวียหันมอง
"ข้าไม่ได้คิดไปเองคนเดียวหรอกหรือ" เธอขยับยิ้มเล็กน้อย เคห์ซานเองก็ยิ้ม ดีแล้ว.. น้องสาวเขาจะได้ไม่เจ็บปวดเพราะอยู่ใกล้แหวน
"เดี๋ยวเขาก็ไปแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวล"
"ข้าไม่กังวลหรอก" เฟลเวียตอบขณะกอบเอาปลาเล็กตัวหนึ่งไว้ในอุ้งมือได้ สีของมันออกฟ้าสวยกว่าตัวอื่นๆ "แปลกดีนะ..เคห์ซาน อะไรที่จับมา มันมักจะหนีเสมอ"
น้ำไหลออกจากร่องนิ้วเธอพร้อมกับปลาเล็กที่เล็ดรอดออกไปจนได้ หญิงสาวทิ้งแขนลงข้างลำตัว
"ข้าไม่เคยสงสัยว่าทำไมปีศาจต้องใช้เวทสะกด เราจับสัตว์มาเราสะกดมันให้อยู่กับเราตลอดไปนั่นเป็นความจริง" เธอพูดอย่างเลื่อนลอย "แต่ตอนนี้ข้าสงสัย.. พี่ชายที่รัก ทำไมมนุษย์ถึงครองคู่กันได้แม้ไร้เวทมนตร์ เพราะแค่ความรักที่ปีศาจไม่มีงั้นหรือ"
"ทำไมเจ้าไปไม่หามนุษย์มาตอบล่ะหือ" เคห์ซานย้อนถาม ปลดเสื้อคลุมออกเดินลงไปในบึงเย็นฉ่ำ "และเราก็มีความรักนี่ น้องสาวที่รัก ข้ารักเจ้าเหมือนกับที่เจ้ารักข้า ถึงอาจจะไม่เหมือนมนุษย์ แต่ข้าก็พอใจแล้วกับสิ่งนี้"
มือใหญ่ลูบหัวเธอก่อนจะจุมพิตบนเรือนผมสีดำที่กรุ่นกลิ่นดอกไม้ เฟลเวียส่งยิ้มหวานให้
"อื้ม... ต่อไปถ้าท่านหาเจ้าสาวไม่ได้ เราแต่งงานกันก็ได้นี่นะ แล้วปกครองรัตติกาลด้วยกัน"
"ฮ่ะๆ ได้น่ะได้อยู่แล้ว" เคห์ซานหัวเราะ "แต่เจ้าเอาให้แน่ใจเสียก่อนเถอะ ข้าเป็นผู้ชายไม่เป็นไรอยู่แล้ว และบางครั้งก็อย่างที่เจ้าว่า อะไรที่จับมามักจะหนีเสมอเหมือนกับปลา แต่ดูสิ..."
ปลาเล็กสีฟ้าเงินตัวเดิมว่ายกลับมาใกล้ชายกระโปรงของเฟลเวีย ตอดตามเนื้อผ้าและไล่มาที่อุ้งมือเธอในน้ำอย่างไม่เกรงกลัวจนหญิงสาวจั๊กกะจี้
อะไรที่พยายามจับมักดิ้นหนี.. แต่เวลาอยู่เฉยๆ มันกลับจะเป็นฝ่ายเข้ามาหาเอง
คิระเปิดกระเป๋านักเรียนเทของข้างในออกมาอย่างร้อนรน ไม่นานก็มีกองหนังสือและสมุดขนาดย่อมอยู่ตรงหน้า แต่มันไม่มีเล่มที่เขากำลังหา แขนยาวล้วงกวาดไปใต้เตียงพบเพียงสมุดเก่าๆสองสามเล่ม ร่างสูงยันตัวขึ้นสบถเป็นชุดๆ เขาเอาไปทิ้งไว้ตรงไหนล่ะ! มันต้องอยู่ในห้องนี้แน่ๆ เพียงแต่ไม่ได้อ่านนานจนจำไม่ได้แล้วว่าอ่านครั้งสุดท้ายที่ไหน
"บ้าจริง!.."
หางเสียงชะงักเมื่อกระชากลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือออก วินาทีนั้นสิ่งที่หนักอึ้งอยู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง อักษรประดิษฐ์สวยงามเตะตาเหมือนเป็นคำตอบจากสวรรค์(หรือนรก?) 'Book of Angels'
คิระรีบดึงมันออกมาวาง พลิกไปหน้าหลังๆที่มีแผนที่ ตัวเขาเองก็ยังค่อนข้างไม่แน่ใจกับความคิด -- แผนที่จะช่วยอะไรได้ มีแผนที่นรกงั้นหรือ ถึงมีเขาก็ต้องตายก่อนเท่านั้นถึงจะไปได้ (คิระมั่นใจว่าเขาตายแล้วไม่ได้ไปสวรรค์แน่นอน)
"ขอบโลก?"
ภาพในแผนที่เป็นเหมือนโลกในคติโบราณ ซึ่งคิระก็ไม่คาดหวังว่าจะเจอภาพแบบอื่นที่ทันสมัยกว่านี้ ลายเส้นประกอบกันเป็นผืนดินทรงคล้ายกรวยหงาย มีดินแดนต่างๆตั้งอยู่ ขอบรอบด้านเป็นมหาสมุทรที่ไหลลงเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เลยขอบไปมีทั้งอสุรกาย ปีศาจร้าย และ...ทางเข้าสู่พิภพเฮเดส
ปัญหาคือ "ขอบโลกจะมีได้ยังไง ในเมื่อ..." คิระพูดกับตัวเอง โลกกลม..จะมีขอบอยู่ตรงไหนได้
คิระเลื่อนเก้าอี้นั่งลง พลิกกลับไปยังหน้าสารบัญ บางทีสักวันอาจมีคนไขปริศนาขอบโลกได้ แต่ไม่ใช่เขาแน่ มือใหญ่ไล้ไปตามตัวหนังสือแต่ละบรรทัด ไล่ดูหัวข้อ นัยน์ตาสีดำหลับลงชั่วครู่และหายใจยาวก่อนจะลืมขึ้นใหม่ เขาจำเป็นต้องใจเย็นกว่านี้ รู้สึกได้ว่าตัวเองรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เส้นเชือกแห่งความสูญเสียนับร้อยๆที่สงบลงแล้วกลับพร้อมใจกันดึงรัดแน่นขึ้นมาจนอยากจะคลั่ง
"หึ..ยัยปีศาจ เพราะเธอใช่ไหม.. ทำไมถึงไม่มาหาฉัน เธอหายตัวมาแวบเดียวก็ถึงแล้ว! จะให้ฉันดั้นด้นไปหาเธอก็มีฆ่าตัวตาย!"
นัยน์ตาสีดำคมปรือลงอย่างสิ้นหวัง ด้ามมีดคัตเตอร์ที่ทำด้วยพลาสติกสะท้อนแสงไฟ หรือมันจะเหลือแค่ทางเดียว...?
ร่างสูงค่อยๆพลิกหน้ากระดาษ ก่อนจะเอื้อมไปหยิบมีดคัตเตอร์มาไว้ในมือ
ฉัวะ!
สีแดงสดกระฉูดออกเปรอะพื้นถนนเป็นวงกว้างคล้ายงานศิลปะขนาดใหญ่ คิระรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นรัว ข้อมือที่ถูกคัตเตอร์กรีดเจ็บแปลบกำลังปวดตุบๆทุกจังหวะที่เลือดหลั่งริน ลมดึกเริ่มพัดแรง เขาย่อตัวลงวางคัตเตอร์กับพื้นและหยิบหนังสือที่วางอยู่ข้างๆขึ้นมาอ่านต่อ
"ที่ว่าง.." เขาหันมองรอบตัว ไม่มีรถหรืออะไรอยู่บนถนนบริเวณนั้น มีเพียงเสาไฟที่ส่องสว่างแทนพระจันทร์ แต่ถึงพื้นที่นี้ไม่กว้างนักก็คงไม่เป็นไร -- ลมจะกระจายฝุ่นควันของเขาเอง "ไม่มีสัตว์แถวนี้ ดี.. อา..." ความหนาวแปลกประหลาดแทรกเข้ามาในกาย บ่งบอกว่าเขามีเวลาไม่มากที่จะทำอะไรก็ตามก่อนที่เลือดจะไหลออกมากเกินไป
พลันนั้นคิระก็รู้สึกว่ามีปีศาจตัวเล็กตัวน้อยมากมายกำลังจับจ้องจากทุกทิศ มันรุมล้อมเหมือนประจักษ์พยานเพราะกลิ่นเลือดของเขา นั่นยิ่งดี ฝุ่นควันมากเท่าไรก็ยิ่งดี คิระเริ่มอ่านตัวอักษรเล็กๆกลางหน้ากระดาษไม่ให้ผิดพลาดและเพิ่มเติมลงไปตรงที่หนังสือบอก
"ด้วยโลหิตแห่งข้า ภายใต้ผืนฟ้าราตรีกาล ถวายแด่ซาตาน แลกความปรารถนา.." เขาเว้นระยะ "ในนาม คิระ ผู้สังเวย จงปรากฏ เฟลเวีย ธิดาแห่งปีศาจรัตติกาล ต่อหน้าข้า เมื่อสิ้นคำ"
ไอควันดำทมิฬระเบิดออก กระแสไฟฟ้าแล่นปลาบตั้งแต่ข้อมือจนไปจนทั่วร่าง คิระหลุดเสียงร้อง หัวใจเต้นถี่ยิบจนเจ็บ โลหิตถูกรีดเร้นให้ไหลทะลักพรูออกมาราวกับน้ำป่า เหงื่อซึมออกมาทำให้ทั้งตัวเย็นเฉียบ แวบนั้นคิระรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย
สายลมเปลี่ยนทิศ พัดวนเอาฝุ่นควันลอยสูงไปยังท้องฟ้าที่เป็นสีเดียวกัน และแผ่กระจายออกไปทั่วเท่าที่มันจะไปได้
แรงดึงมหาศาลทำให้ร่างสูงแทบจะทรุดลงกับพื้น สีแดงเข้มที่เปรอะเปื้อนบนนั้นกลับสะอาดเหมือนเก่าราวกับดูด -- ทันทีที่เลือดของเขาหยดลง มันก็ซึมหายไปทันที ปากแผลที่ข้อมือปวดร้าวสาหัสจนต้องใช้มืออีกข้างกุมไว้ เขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว หันหลังกลับวิ่งไปโรงพยาบาลตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว ตอนนี้ขอแค่เลือดของเขาที่มีจะพอขายซาตานเท่านั้น
!
สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาตรงหน้า ฝุ่นควันดำก่อตัวหนาขึ้นก่อนจะค่อยๆปรากฏเป็นรูปร่าง นัยน์ตาคมเบิกกว้าง นัยน์ตาสีนิลแดงสวยจ้องมองกลับมาท่ามกลางสีดำด้วยความรู้สึกเดียวกัน มือเล็กเอื้อมมาจับข้อมือเขา ใช้เวทสมานบาดแผลทั้งที่ยังสั่นเทา
"ท่าน..."
เสียงคุ้นเคยและสัมผัสแผ่วเบาตรงข้อมือที่ระบมทำให้รู้ว่าไม่ใช่ความฝันหรือภาพลวงตา แต่แม้ว่ามันจะใช่ คิระก็เปิดผ้าคลุมหน้าของมันและดึงเข้ามากอดในทันที
"..ยัยปีศาจ"
คิระหลับตาลง สัมผัสเรือนผมสีดำยาวและสูดกลิ่นอายแสนคุ้นเคยอย่างโหยหา บางสิ่งเต็มตื้นขึ้นมาในอก ท่วมท้นเสียจนเขาไม่อาจปล่อยเธอที่กำลังขัดขืนได้ เหมือนสิ่งล้ำค่าที่หายไปเพิ่งจะได้กลับคืน ความเจ็บปวดและอ่อนล้าดูไม่มีความสำคัญอีกแล้วในตอนนี้ เฟลเวียกลับมาแล้ว... เธออยู่ตรงนี้แล้ว
เฟลเวียยืนให้เขากอดแน่นจนแทบหายใจไม่ออกอย่างตกใจ แม้จะพยายามขืนตัวไว้ในตอนแรกแต่ก็ยอมโอนอ่อนตามในที่สุด ร่างสูงสั่นสะท้านจนเธอรู้สึกได้ เขาเสียเลือดมากแต่ก็ไม่ยอมปล่อยตัวเธอ แขนกว้างกลับยิ่งกระชับแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายวับไป บังคับให้ใบหน้านวลซบไปกับแผ่นอกกว้าง
"คิระ"
"ขอโทษ.. ฉันขอโทษ... เธออย่าไปไหนอีกนะ ยัยปีศาจ อย่าไป" เสียงแผ่วพร่ำกระซิบที่ข้างหูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเป็นน้ำฝนรินรดบนหัวใจที่แห้งผากของหญิงสาว เบียดดันขึ้นความรู้สึกให้ล้นออกมาทางดวงตา เฟลเวียยกแขนขึ้นคล้องกอดรอบคอเขาตอบ คิระเรียกเธอมา เขาต้องการให้เธออยู่ด้วยใช่ไหม..เขารักเธอใช่ไหม ก้อนบางอย่างแล่นมาจุกที่คอ ทั้งอยากยิ้มและร้องไห้ในเวลาเดียวกันจนพูดอะไรไม่ออก
"อืม.."
"ฉันขอโทษ ขอโทษจริงๆ.."
"อืม.."
หยาดน้ำใสไหลออกจากนัยน์ตาสีนิลสวย คิระคลายอ้อมแขนเพื่อมองดูเธอชัดๆ มือใหญ่เกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าเธอ และเช็ดน้ำตาบนแก้มขาวอย่างแผ่วเบา เฟลเวียแต่งกายและแต้มสีสันบนใบหน้าแบบอาหรับเต็มคราบ ดูสวยสง่าเหมือนราชินีจริงๆถ้าหากว่าเธอไม่ได้กำลังร้องไห้ มือใหญ่จับมือซ้ายของเธอขึ้นมา มันประดับไปด้วยแหวนทุกนิ้วโดยมีสายโซ่เส้นบางคล้องเชื่อมกับกำไลข้อมือ
"เธอจะทำให้ฉันเป็นบ้า ยัยปีศาจ เธอทิ้งแหวนนี้ได้ยังไง" คิระกระซิบขณะปลดกำไลออกจากข้อมือเธอ "ห้ามทิ้งอีก เข้าใจไหม"
"ท่านจะคืนให้ข้าเหรอ" เฟลเวียถาม "ท่านไม่ให้มาริ?"
คิระสบตาเธอ "ทำไมต้องให้มาริ"
"ก็.." ร่างเล็กก้มหน้าลง "ท่านไม่ได้พอใจนางหรอกเหรอ"
ความเงียบโรยตัวลง ขณะที่คิระมองเธอเหมือนคาดไม่ถึง เขาเพิ่งเข้าใจเรื่องราวเลาๆ กำไลและแหวนของเฟลเวียถูกปลดออกมาในที่สุด ร่างสูงดึงแหวนเงินหม่นออกจากนิ้วก้อยของตัวเอง ก่อนจะสวมกลับคืนให้เจ้าของเดิม นัยน์ตาสีนิลสวยเลื่อนขึ้นมาสบกับนัยน์ตาสีดำคม
"...ฉันพอใจที่มันเป็นของเธอ"
แหวนเงินหม่นฉายประกายแดงวาบ อักขระที่สลักไว้ยิ่งแจ่มชัดเช่นเดียวกับแหวนบนนิ้วคิระ หยาดน้ำไหลออกจากนัยน์ตาของหญิงสาวอีกครั้งเมื่อได้รับคำยืนยัน ร่างเล็กยืดตัวขึ้น ดึงร่างสูงให้โน้มใบหน้าลงมาเพื่อประทับริมฝีปาก
"นั่นถือว่าท่านสัญญากับคู่หมั้นแล้ว" เฟลเวียเอ่ยขณะที่คิระเบิกตากว้างอย่างไม่ทันตั้งตัว "และข้าก็จะสัญญา.. ข้าพอใจให้แหวนอยู่บนนิ้วข้าและมันจะเป็นเช่นนั้น"
"ต้องจูบสัญญาอีกหรือเปล่า" คิระถามยิ้มๆ ริมฝีปากของหญิงสาวขยับขึ้นเล็กน้อย
"ก็แล้วแต่ท่านสิ"
!
ทันใดนั้น บางสิ่งที่รุนแรงและร้อนราวกับเพลิงกัลป์ก็ระเบิดขึ้นด้านหลัง เรียกให้คิระและเฟลเวียหันไปมอง แสงสว่างสีขาวจัดจ้าราวกับจะพลิกราตรีเป็นทิวาทำให้นัยน์ตาพร่าพราย สายใยสีนวลปรากฏเส้นร่างของร่างสูงที่ชั่วชีวิตคิระก็ไม่มีวันลืมกลิ่นอายอันตรายนี้ได้
"คะสึมิ?"
เฟลเวียเอ่ยเสียงแผ่ว ความรู้สึกพลันตีเข้าแสกหน้าเมื่อร่างของชายหนุ่มที่เธอรู้จักปรากฏขึ้นไม่ไกลนักด้วยตามกลิ่นเลือดมาในสายลม คิระก้าวเข้ามาบังเขาไปจากสายตา ไอควันดำแผ่ขยายออกจากร่างสูงราวกับจะข่มเส้นใยขาวสว่าง คะสึมิดูแปลกไป แม้รอยยิ้มปานเทพบุตรนั้นจะคงเดิม แต่กระแสอันตรายจากตัวเขาแรงกล้าจนเลือดในกายเดือดพล่าน ริมฝีปากบางได้รูปเอ่ยขึ้นช้าๆ
"เจอกันจนได้นะ" นัยน์ตารีเลื่อนมาสบ "แมมมอน"
บางอย่างในกายคิระปะทุขึ้นมาทันที ความเหนื่อยล้าที่เสียเลือดกลับยิ่งเร้าให้กระหายการฆ่าจนแทบคลั่ง เหมือนเขาอยากจะเห็นเลือดของชายหนุ่มตรงหน้า อยากแทงคัตเตอร์ถลกหนังหน้าหล่อเหลานั่นให้เห็นถึงภายใน เป็นความรู้สึกประหลาดที่แม้แต่เขาก็ยังกลัวตัวเอง
"นายเป็นใครกันแน่"
"มิคาเอล" เสียงหญิงสาวตอบแทน น้ำเสียงแข็งราวกับไม่ใช่เสียงเธอ "เทวทูตจอมเทพ ผู้กรีฑาทัพสวรรค์"
คะสึมิระบายยิ้มเมื่อได้ฟัง นัยน์ตารีมองเฟลเวียเล็กน้อย
"แต่วันนี้ ฉันมาคนเดียว..เหมือนกับทุกครั้ง"
สายใยสีนวลถักทอกันเป็นคทาขาวเรืองรองในหัตถ์เทวทูต
เฟลเวียแสยะเขี้ยว "จะกี่คน ก็ข้ามศพข้าไปก่อน!"
ร่างบางโจนเข้าใส่พร้อมกับมีดสั้นคมปลาบ ราวกับแมวป่าเข้าขยุ้มคอเหยื่อด้วยความเร็วนรก คะสึมิยกคทาขึ้นกันแต่ไม่โต้ตอบด้วยรู้ว่านี่ไม่ใช่เป้าหมายของเขา
"อย่า ซาขุยะ"
"ข้าไม่ได้ชื่อนั้น!"
ปีศาจตัวเล็กตัวน้อยโจนกันเข้ามาขวาง โดดเข้ารุมเทวทูตแม้จะสลายไปทันทีที่คทาขาวตวัดผ่าน เสียงร้องโหยหวนของพวกมันปลุกสัตว์ร้ายที่หลับใหลในร่างของคิระ ริมฝีปากซีดขบแน่น พยายามควบคุมความร้อนในร่างกายที่พลุ่งพล่าน
!
ฝุ่นควันทมิฬตลบคลุมแสงสว่าง เสียงเรียกร้องการเข่นฆ่ารุนแรงเกินต้านทาน คิระทรุดลงยันร่างไว้กับพื้น สายลมโหมพัดหน้ากระดาษหนังสือพลิกผ่านร้อยพันตัวอักษรสะท้อนในดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีเทา ทั้งตัวร้อนราวกับจะปะทุ
เทวทูตปรากฏร่างขึ้นตรงหน้า ปลายคทาแหลมฟันลงมา
คิระลุกพรวดขึ้นสวน ฝุ่นควันดำโอบล้อมมือเป็นมนตราชั่วร้าย
เคร้ง!!
ดาบยาวปรากฏขึ้นในมือท่ามกลางไอควัน ปะทะคทาขาวจนคะสึมิสะท้านจากปลายนิ้วที่จับมันไปทั่วร่าง กลิ่นอายรุนแรงทำให้ขนลุกชัน
"อย่ายุ่งกับราชินีของข้า"
เสียงเหี้ยมเกรียมและนัยน์ตาสีเทาทำให้เฟลเวียชาเหมือนถูกสายฟ้าฟาด ใบหน้านั้น..ใบหน้าของคิระที่ซ้อนทับกับความฝัน กลิ่นอายที่ทำให้ปีศาจทั่วสารทิศแห่กันมาศิโรราบ
"เดเมี่ยน!"
เฟลเวียร้องออกไปอย่างสุดกลั้น เพียงแค่เสี้ยววินาทีก็พอ..ขอแค่เพียงแวบเดียวที่นัยน์ตาสีเทานั่นสบมองเธอเต็มๆตา
นัยน์ตาคู่นั้นหันมามองเธอ ราวกับบาดลึกเข้าไปในหัวใจ
เจอแล้ว...
คะสึมิกระชับอาวุธในมือ "เพิ่งได้พบคู่หมั้นหรือ หลังจากถูกฆ่ามาตั้ง...กี่ชาตินะ" น้ำเสียงนั้นยังคงเรียบนุ่มราวกับพูดถึงดินฟ้าอากาศ คิระแสยะยิ้ม
"เพราะงั้น ชาตินี้ข้าจะไม่ถูกฆ่าอีก"
"ได้ข่าวว่าชาติที่แล้วก็พูดแบบนี้"
เคร้ง! เคร้ง!
ร่างสูงทั้งสองประมือกันอย่างรวดเร็ว เสียงโลหะปะทะกันผสมผสานไปกับเสียงระเบิดมนตรา คิระตวัดมือเป็นงูใหญ่พุ่งเข้าฉก คะสึมิแบมือให้ดวงแสงลุกพรึ่บ ส่องสาดกระทบงูใหญ่ให้บิดตัวเร่าด้วยความปวดแสบปวดร้อน มันสะบัดหัวส่ายไปมาก่อนจะมอดไหม้
"ยอมแพ้เถอะเดเมี่ยน จะได้ไม่ตายอย่างทรมาน"
"ไม่มีทาง"
"ไม่ยอมแพ้สักครั้งเลยนะ เช่นนั้นก็เสียใจด้วย"
!
คทาขาวตวัดเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว ใบมีดเฉือนผ่านไปที่ไหล่ของคิระซึ่งหลบไม่พ้น
"คิระ!!"
สีแดงฉานซึมวาดเป็นทางขณะที่ร่างสูงล้มลง กระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าคะสึมิที่ก้าวเข้าไปใกล้หมายจะแทงซ้ำ
คทาขาวส่องประกายจัดจ้าท่ามกลางความมืดมน สะท้อนอยู่ในดวงตาสีเทาของคิระที่นอนรอความตาย ความหนาววิ่งวูบเกาะกุมร่าง เขาเสียเลือดมากเกินไป.. ไม่ว่าครั้งใดที่ประมือกับมิคาเอลจะต้องเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ...และปราชัย
นัยน์ตาสีเทาเริ่มแปรเป็นสีดำสนิทเช่นเดียวกับความมืดรอบกาย คทาของเทวทูตแทงลงมา เฟลเวียกรีดร้อง ร่างบางโจนเข้ามาหาคิระ ร่างของหญิงสาวที่วิญญาณของเขาเกิดและตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อรอที่จะได้เจอ หากคงเป็นโชคชะตาของเราที่ไม่อาจบรรจบกันใช่ไหม.. โชคชะตาของปีศาจร้ายที่ต้องถูกกำจัดให้สิ้น..
ริมฝีปากพยายามขยับเป็นคำพูดทว่ากลับไม่มีเสียงออกมา
เธอคงอยู่ไกลเกินไป ถึงไม่ได้ยินคำที่ฉันอยากจะพูดออกมา...
แต่รู้ใช่ไหม ยัยปีศาจ..
และฉันเองก็รู้...เธอก็รักฉันเหมือนกัน...
*/